เลขเสร็จ

 4/2513

เรื่อง

 

                                                  บันทึก

        เรื่อง  การย้ายประเภททหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ

                                                  --------

เนื้อหา

 

         เลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีหนังสือที่ สร.0403/16705 ลงวันที่ 6

พฤศจิกายน 2512 ขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาให้ความเห็นเรื่องกระทรวง

การคลังขัดข้องไม่จ่ายบำเหน็จบำนาญให้แก่ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดซึ่งกรมสื่อสาร

ทหารเรือมีคำสั่งย้ายประเภทจากกองหนุนมีเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ

          คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการร่างกฎหมาย กองที่ 1) ได้พิจารณา

โดยได้เชิญผู้แทนกระทรวงกลาโหมและผู้แทนกระทรวงการคลังมาร่วมประชุมชี้แจง

ข้อเท็จจริงและแสดงความเห็นด้วยแล้ว

          กรณีได้ความตามสำเนาเอกสารที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งไป

และคำชี้แจงของผู้แทนกระทรวงกลาโหมและผู้แทนกระทรวงการคลังว่า  กระทรวง

กลาโหมได้ขอให้กระทรวงการคลังสั่งจ่ายบำเหน็จให้แก่นายทหารประทวนกองหนุน

มีเบี้ยหวัดซึ่งเข้ารับราชการใหม่ทางกระทรวงฝ่ายพลเรือนและไม่ประสงค์จะนับเวลา

ราชการทางทหารและทางพลเรือนติดต่อกัน โดยกรมสื่อสารทหารเรือซึ่งเป็นกรมต้น

สังกัดของนายทหารประทวนเหล่านั้นได้มีคำสั่งย้ายประเภทจากกองหนุนมีเบี้ยหวัด

เพื่อให้มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญได้

          กระทรวงการคลังได้ทักท้วงกระทรวงกลาโหมว่าไม่อาจสั่งจ่ายบำเหน็จ

ให้ได้ เพราะคำสั่งกรมสื่อสารทหารเรือไม่ถูกต้องตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมที่

กำหนดไว้ว่า การออกจากกองหนุนมีเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญนั้น สำหรับนายทหาร

ประทวนจะต้องเป็นผู้พ้นจากทหารกองหนุนชั้นที่ 2 ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติ

รับราชการทหาร พ.ศ.2497 หรือไม่ก็ต้องเป็นผู้พิการทุพพลภาพหรือมีโรคซึ่งไม่สามารถ

จะรับราชการได้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งออกตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติ

รับราชการทหาร พ.ศ.2497 และการออกคำสั่งย้ายประเภทเพื่อให้บำเหน็จบำนาญ

ดังกล่าวก็ยังไม่ถูกต้อง  เพราะยังมิได้มีการออกจากราชการในขณะใด

 

 

          กระทรวงกลาโหมชี้แจงว่า กระทรวงกลาโหมมีอำนาจสั่งย้ายประเภท

ทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดเพื่อรับบำเหน็จบำนาญได้ตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง แห่ง

พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 และตามคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 21788

ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2483 เรื่องการปลดข้าราชการออกรับบำเหน็จบำนาญ กับตามคำสั่ง

กระทรวงกลาโหมที่ 13995/2498 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2498 เรื่อง ข้าราชการ

กลาโหมพลเรือนที่ได้รับแต่งตั้งเป็นนายทหารประทวนประจำการแล้วออกจากราชการ

          กรณีมีปัญหาโต้แย้งกันมาดังนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า นายทหาร

ประทวนกองหนุนมีเบี้ยหวัดนั้น จะมีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนได้ก็ต่อเมื่อได้

"ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด" ตามที่บัญญัติในมาตรา 11*(1) แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จ

บำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 เหตุฉะนั้น ปัญหาที่จะต้องพิจารณาในกรณีนี้จึงอยู่ที่ว่า

นายทหารประทวนเหล่านั้นได้ "ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด" แล้วหรือไม่

          ความที่ว่า "ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด" นี้ ย่อมจะต้องมีความหมายถึง

การ"ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด" ไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และหากจะมีคำสั่ง ข้อบังคับ

หรือระเบียบปฏิบัติอย่างใด ก็จะต้องเป็นคำสั่ง ข้อบังคับ หรือระเบียบที่ทำขึ้นเพื่อ

ปฏิบัติการให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ไม่ขัดไม่แย้งหรือมีผลเป็นการแก้ไข

เปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

          บทบัญญัติแห่งกฎหมายและข้อบังคับของทางราชการที่พึงนำมาใช้ได้เกี่ยว

แก่การพิจารณาว่าเมื่อใดจึงจะถือได้ว่าทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด "ออกจากกองหนุน

เบี้ยหวัด" มีดังต่อไปนี้

------------------------------------------------------

     *(1) มาตรา 11 บำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนนั้น ให้แก่ข้าราชการซึ่ง

ออกจากประจำการเพราะเลิก หรือยุบตำแหน่ง หรือซึ่งมีคำสั่งให้ออกโดยไม่มี

ความผิด หรือซึ่งออกตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือ

ทหารซึ่งออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด

 

 

 

 

          1. พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 9 ได้บัญญัติ

กำหนดระยะเวลาที่ทหารกองเกินจะต้องเป็นทหารกองประจำการไว้ และบัญญัติไว้

ด้วยว่า เมื่อพ้นจากกองประจำการแล้ว ให้ปลดเป็นทหารกองหนุนชั้นที่หนึ่ง ชั้นที่สอง

และชั้นที่สามและได้กำหนดระยะเวลาที่ต้องอยู่ในกองหนุนชั้นนั้น ๆ ไว้ด้วย ดังนี้

          วันเริ่มเข้ารับราชการกองประจำการ ให้นับตั้งแต่วันขึ้นทะเบียนกอง

ประจำการเป็นต้นไป เมื่ออยู่ในกองประจำการครบกำหนดแล้วให้ปลดเป็นทหาร

กองหนุนประเภทที่ 1 คือ

          กองหนุนชั้นที่ 1         เจ็ดปี

          กองหนุนชั้นที่ 2         สิบปี และ

          กองหนุนชั้นที่ 3         หกปี

ตามลำดับชั้นไปจนปลดพ้นราชการทหารประเภทที่ 1

          2. ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 8

มีดังนี้

          "ข้อ 8 ทหารซึ่งได้รับเบี้ยหวัดอยู่แล้ว ให้งดเบี้ยหวัดในกรณีใดกรณีหนึ่ง

ดังต่อไปนี้

          (1)............................

          (2)นายทหารประทวนและพลทหารมีเบี้ยหวัด ซึ่งปลดจากกองหนุน

ชั้นที่ 2 ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

          (3)............................

                    ฯลฯ                      ฯลฯ"

          พิจารณาตามบทกฎหมายและข้อบังคับของกระทรวงกลาโหมดังกล่าว

มาแล้วนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า นายทหารประทวนที่ขอรับบำเหน็จในกรณีนี้จะ

ถือว่าเป็นทหารซึ่ง "ออกจากกองหนุนเบี้ยหวัด" ตามความหมายของมาตรา 11 แห่ง

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ดังกล่าวมาหาได้ไม่ เพราะ

ไม่อาจกล่าวได้ว่านายทหารประทวนเหล่านั้นได้พ้นจากกองหนุนชั้นที่ 2 และหมดสิทธิ

รับเบี้ยหวัดแล้วโดยชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของกระทรวงกลาโหมดังกล่าวมา

 

 

          เมื่อถือว่านายทหารประทวนเหล่านั้นยังไม่พ้นจากกองหนุนชั้นที่ 2 และ

สิทธิรับเบี้ยหวัดก็ยังคงมีอยู่ตามกฎหมายดังนี้แล้ว ก็ไม่อาจนำความในมาตรา 11 แห่ง

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาใช้ให้เกิดสิทธิรับบำเหน็จ

บำนาญแก่นายทหารประทวนเหล่านั้นได้

          ข้อที่กระทรวงกลาโหมอ้างว่า คำสั่งของกรมสื่อสารทหารเรือที่ได้สั่ง

ย้ายประเภทนายทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดเหล่านั้น ได้กระทำไปตามคำสั่งกระทรวง

กลาโหมที่ 21788 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2483 นั้น  คณะกรรมการกฤษฎีกาได้

พิจารณาคำสั่งฉบับนี้แล้ว ข้อความในคำสั่งนั้นมีว่า เพื่อสงเคราะห์ทหารกองหนุนมี

เบี้ยหวัดที่จะย้ายไปรับราชการทางพลเรือน ให้ได้รับบำเหน็จบำนาญเสียชั้นหนึ่งก่อน

ถ้าทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดผู้ใดเข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิได้รับบำเหน็จ

บำนาญทางพลเรือนก็ให้ผู้บังคับบัญชาปลดผู้นั้นเป็นกองหนุนไม่มีเบี้ยหวัดก่อนที่จะเข้า

รับราชการใหม่ 2 วัน  เพื่อให้เวลาราชการทางทหารกับทางพลเรือนไม่ติดต่อกัน 

คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า คำสั่งฉบับนี้ไม่อาจนำมาใช้บังคับได้ เพราะอย่างน้อย

ก็ต้องถือว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นย่อมจะขัดต่อข้อบังคับกระทรวงกลาโหมที่ได้ออกมา

ภายหลัง คือข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ดังที่ได้

กล่าวมาข้างต้น ซึ่งกำหนดให้งดเบี้ยหวัดได้ก็ต่อเมื่อนายทหารประทวนต้องปลดจาก

กองหนุนชั้นที่ 2 หรือเข้ารับราชการในตำแหน่งที่มีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญ

ไม่ใช่ให้งดเบี้ยหวัดก่อนนั้นได้

          ส่วนที่กระทรวงกลาโหมอ้างพระราชบัญญัติรับราชการทหาร

พ.ศ.2497 มาตรา 11 และคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 13995/2498 ลงวันที่ 6

กรกฎาคม 2498 ว่าเป็นกฎหมายและคำสั่งที่ให้อำนาจกระทรวงกลาโหมสั่งย้าย

ประเภทนายทหารประทวนมีเบี้ยหวัดได้นั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาแล้ว

เห็นว่า กฎหมายและคำสั่งที่อ้างนั้น ไม่เกี่ยวแก่กรณีที่เป็นปัญหาโต้แย้งกันนี้เลย

กล่าวคือกฎหมายที่อ้างเป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงการรับราชการทหารประจำการ

การแบ่งประเภท และการปลดทหารประจำการไม่เกี่ยวแก่การย้ายประเภททหาร

 

 

 

กองหนุนแต่ประการใด ส่วนคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 13995/2498 ลงวันที่ 6

กรกฎาคม 2498 นั้น ก็เป็นคำสั่งเกี่ยวแก่ทหารประจำการหามีความเกี่ยวแก่การ

ย้ายประเภททหารกองหนุนแต่ประการใดไม่

          อาศัยเหตุผลดังได้กล่าวมา คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า การที่

กระทรวงการคลังยับยั้งไม่จ่ายบำเหน็จแก่นายทหารประทวนกองหนุนมีเบี้ยหวัดใน

กรณีนี้ เป็นการถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว

 

                                                       (ลงชื่อ)  ส. โหตระกิตย์

                                                           (นายสมภพ โหตระกิตย์)

                                                     เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

          มกราคม 2513_

<

                                                                                                                        ไพบูลย์ฯ  - คัด/ทาน

<