เลขเสร็จ

436/2530

เรื่อง

 

                                                 บันทึก

              เรื่อง  การคืนของกลางตามมาตรา 85 แห่งประมวลกฎหมาย

                       วิธีการพิจารณาความอาญา

                                                  --------

เนื้อหา

            

          กรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือ ที่ มท 0603.3/7262

ลงวันที่ 23 กันยายน 2530 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ความว่า ด้วยกอง

บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้หารือกรมตำรวจว่า เมื่อวันที่ 18 - 20 สิงหาคม

2526 เจ้าหน้าที่ตำรวจป่าไม้ได้ทำการตรวจค้นหมอนไม้ที่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 7-8

ถนนสายนิคมพัฒนาภาคใต้ ตำบลควนกาหลง อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ไม้ดังกล่าว

กรมประชาสงเคราะห์เป็นผู้รับอนุญาต และมอบหมายให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักร

ทุ่งตำเสาเป็นผู้ทำไม้  จากการตรวจสอบพบไม้ จำนวน 547 ท่อน  บางท่อนเป็นไม้

ที่ผ่านการประทับตราชักลากและประทับตราภาคหลวงแล้ว บางท่อนไม่พบรูปรอยคัดเลือก

ให้ตัดฟัน บางท่อนต่อกันไม่ได้ ชนิดไม่ตรงกัน แสดงว่าเป็นไม้ที่ทำออกโดยมิชอบ 

เจ้าหน้าที่ตำรวจป่าไม้จึงยึดไว้เป็นของกลาง  พนักงานสอบสวนกองตำรวจป่าไม้ได้

ทำการสอบสวนแล้วมีความเห็นควรสั่งฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักรทุ่งตำเสา 

โดยนางสาวอุไร โคนันท์ ผู้ต้องหาที่ 1 นายไมตรี เสรีพันธ์ ผู้รับมอบอำนาจจากห้าง

หุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักรทุ่งตำเสา ผู้ต้องหาที่ 2 นายเกลื่อม กิจอักษร ป่าไม้อำเภอ

ควนกาหลง ผู้ต้องหาที่ 3 นายเริ่ม เพชรสุภา เจ้าพนักงานป่าไม้ 4 ประจำสำนักงาน

ป่าไม้จังหวัดสตูล  ผู้ต้องหาที่ 4 และนายเทิดศักดิ์ พิทักษ์ธรรมกุล เจ้าพนักงานป่าไม้ 4

ประจำสำนักงานป่าไม้อำเภอเมือง จังหวัดสตูล ผู้ต้องหาที่ 5  ในข้อหาร่วมกันมีไม้

หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป ทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดย

ทุจริต  กรมตำรวจพิจารณาแล้วมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 - 5 ตามข้อกล่าวหา

 

 

 

และให้ส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการพิจารณา  ต่อมา พนักงานอัยการจังหวัด

สตูลได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 - 5 และแจ้งให้พนักงานสอบสวนจัดการ

ของกลางทั้งหมดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85  พนักงาน

สอบสวนกองตำรวจป่าไม้ได้ทราบแล้ว เห็นว่า  เรื่องการคืนของกลางตามประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 นั้น น่าจะหมายถึงการคืนของกลางที่มี

หลักฐานแสดงการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่คดีนี้ปรากฏว่า ไม้ของกลางเป็นไม้ที่

ทำออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยพิจารณาจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญของศาลใน

การตรวจพิสูจน์ไม้ของกลาง  กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางจึงหารือไปยัง

กรมตำรวจว่า  หากผู้ต้องหาหรือผู้อื่นจะใช้สิทธิเรียกร้องขอคืนไม้ของกลางในคดีนี้

พนักงานสอบสวนจะปฏิบัติอย่างไร  กรมตำรวจได้พิจารณาแล้วเห็นว่า  คดีความผิด

ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯคดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดสตูลมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา

ทุกคนและให้พนักงานสอบสวนกองตำรวจป่าไม้จัดการเกี่ยวกับไม้ของกลางตามประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 ซึ่งโดยทั่วไปพนักงานสอบสวนจะต้องคืน

ให้แก่ผู้ต้องหาหรือแก่ผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น  แต่พนักงานสอบสวน

กองตำรวจป่าไม้เห็นว่า ไม้ของกลางเป็นไม้ที่ทำออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายตาม

ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญของศาลในการตรวจพิสูจน์ไม้ของกลาง และไม่สมควรคืนให้

แก่ผู้ต้องหา  จึงเป็นปัญหาว่าพนักงานสอบสวนกองตำรวจป่าไม้จะไม่คืนไม้ของกลาง

ได้หรือไม่ โดยที่กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาของพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับพนักงานอัยการ

ที่แจ้งให้จัดการเกี่ยวกับไม้ของกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 85  กรมตำรวจจึงได้หารือไปยังกรมอัยการเพื่อยึดถือเป็นทางปฏิบัติ  ต่อมา

กรมอัยการมีบันทึก ที่ มท 1202/9386 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2530 ตอบข้อหารือ

ของกรมตำรวจว่า  การแจ้งคืนของกลางของพนักงานอัยการเป็นเพียงคำแนะนำของ

พนักงานอัยการเท่านั้น  เจ้าพนักงานผู้ยึดมีอำนาจยึดของกลางไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด

เมื่อเสร็จคดีแล้วย่อมต้องพิจารณาดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ

อาญา มาตรา 85 ส่วนการคืนของกลางให้แก่ผู้ต้องหาหรือผู้อื่น หรือจะดำเนินการ

ประการใดต่อไปเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานผู้ยึดจะดำเนินการตามที่เห็นว่าถูกต้อง 

 

 

 

กรมตำรวจเห็นว่า การตอบข้อหารือของกรมอัยการดังกล่าวยังไม่ชัดเจนพอที่จะให้

พนักงานสอบสวนยึดถือเป็นทางปฏิบัติได้  จึงขอหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาในปัญหา

ดังกล่าวเพื่อยึดถือเป็นทางปฏิบัติต่อไป

          คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการร่างกฎหมาย คณะที่ 5) ได้พิจารณา

ปัญหาดังกล่าว โดยได้ฟังคำชี้แจงข้อเท็จจริงของผู้แทนกระทรวงมหาดไทย (กรมตำรวจ

และกรมอัยการ) และผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมป่าไม้) แล้ว เห็นว่า 

ประเด็นที่กรมตำรวจหารือในเรื่องนี้สรุปได้ว่า กรมตำรวจประสงค์จะให้พิจารณาว่า

การคืนของกลางที่ยึดไว้ตามมาตรา 85 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มีหลักเกณฑ์อย่างไร

          มาตรา 85  แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติว่า

          "เจ้าพนักงานผู้จับหรือรับตัวผู้ถูกจับไว้ มีอำนาจค้นตัวผู้ต้องหา และยึด

สิ่งของต่าง ๆ ที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้

          การค้นนั้นจักต้องทำโดยสุภาพ  ถ้าค้นผู้หญิงต้องให้หญิงอื่นเป็นผู้ค้น

          สิ่งของใดที่ยึดไว้  เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด

เมื่อเสร็จคดีแล้ว ก็ให้คืนแก่ผู้ต้องหาหรือแก่ผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น

เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น"

          จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า  อำนาจในการคืนสิ่งของที่ยึดไว้เป็น

อำนาจของพนักงานสอบสวน  ไม่ใช่เป็นอำนาจของพนักงานอัยการ  และการคืนสิ่งของ

ต้องคืนให้แก่ผู้ต้องหาหรือผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้นเท่านั้น  ส่วนการที่จะคืน

สิ่งของได้เมื่อใดนั้น กฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดสิ่งของไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด

ซึ่งหมายความว่า แม้ว่าคดีจะยังไม่ถึงที่สุด หากมีผู้มีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของเรียกร้อง

ขอคืนของนั้น และพนักงานสอบสวนเห็นว่า สิ่งของนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เป็นพยานหลักฐาน

ในการพิจารณาคดี  พนักงานสอบสวนก็อาจคืนสิ่งของดังกล่าวก่อนคดีถึงที่สุด  และใน

ทางกลับกันแม้ว่าคดีถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่มีผู้มีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของ  พนักงานสอบสวน

 

 

 

ก็ไม่จำต้องคืนสิ่งของนั้นให้แก่ผู้ใด  และสิ่งของนั้นย่อมตกเป็นของแผ่นดินเมื่อเข้าเกณฑ์

ตามมาตรา 1327*(1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

          สำหรับปัญหาที่หารือมานี้  การที่พนักงานอัยการแจ้งให้พนักงานสอบสวน

จัดการเกี่ยวกับไม้ของกลางตามมาตรา 85 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

เป็นเพียงคำแนะนำของพนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย

ต่อไป หลังจากพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี  ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวน

เห็นว่า  ตามพยานหลักฐาน ไม้ของกลางที่ยึดไว้เป็นไม้ที่ทำออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจไม่คืนไม้ของกลางดังกล่าวให้แก่ผู้ต้องหารือผู้อื่นซึ่งไม่มีสิทธิ

เรียกร้องขอคืนไม้นั้น

                                                     (ลงชื่อ) อมร จันทรสมบูรณ์

                                                             (นายอมร จันทรสมบูรณ์)

                                                        เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

         ธันวาคม 2530

-------------------------------------------------------------

     *(1) _ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์_

          มาตรา 1327  ภายในบังคับแห่งกฎหมายอาญา กรรมสิทธิ์แห่งสิ่งใด ๆ

ซึ่งได้ใช้ในการกระทำผิด หรือได้มาโดยการกระทำผิด หรือเกี่ยวกับการกระทำผิดโดย

ประการอื่น และได้ส่งไว้ในความรักษาของกรมในรัฐบาลนั้น  ท่านว่าตกเป็นของแผ่นดิน

ถ้าเจ้าของมิได้เรียกเอาภายในหนึ่งปีนับแต่วันส่ง  หรือถ้าได้ฟ้องคดีอาญาต่อศาลแล้ว

นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดแต่ถ้าไม่ทราบตัวเจ้าของท่านให้ผ่อนเวลาออกไปเป็นห้าปี

          ถ้าทรัพย์สินเป็นของเสียง่าย หรือถ้าหน่วงช้าไว้จะเป็นการเสี่ยงความ

เสียหาย หรือค่าใช้จ่ายจะเกินส่วนกับค่าของทรัพย์สินนั้นไซร้  ท่านว่ากรมในรัฐบาลจะ

จัดให้เอาออกขายทอดตลาดก่อนถึงกำหนดก็ได้  แต่ก่อนที่จะขายให้จัดการตามควรเพื่อ

บันทึกรายการอันเป็นเครื่องให้บุคคลผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้นอาจทราบว่าเป็นทรัพย์สิน

ของตนและพิสูจน์สิทธิได้  เมื่อขายแล้วได้เงินเป็นจำนวนสุทธิเท่าใดให้ถือไว้แทนตัว

ทรัพย์สิน

 

<

                                                                                                            ไพบูลย์ฯ  - คัด/ทาน