เลขเสร็จ

449/2533

เรื่อง

 

                                                  บันทึก

                         ข้อคิดเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

                     เกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม

                                                   -------

เนื้อหา

       

          ตามที่ขอทราบความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับ

การปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม ใน 3 ประเด็น คือ (ก) ความเห็น

ในการปรับปรุงกระทรวงที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาสังกัดอยู่ ส่วนราชการอื่น

และรัฐวิสาหกิจในสังกัด (ข) ความเห็นในการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และ

รัฐวิสาหกิจ ในภาพรวมของระบบราชการทั้งหมด และ (ค) ข้อเสนอแนะอื่น ๆ นั้น

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาแล้ว มีข้อคิดเห็นดังนี้

 

          1. _ความเห็นในการปรับปรุงกระทรวงที่สำนักงานคณะกรรมการ_

_กฤษฎีกาสังกัดอยู่ ส่วนราชการอื่น และรัฐวิสาหกิจในสังกัด_

             สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นส่วนราชการระดับกรมที่อยู่

ในสังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรี   

             ส่วนราชการที่อยู่ในสังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นแบ่งออก

เป็น 2 ประเภท คือ ส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี และส่วนราชการที่

อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

             สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นด้วยว่าควรมีการแบ่งส่วน

ราชการในสำนักนายกรัฐมนตรีออกเป็น 2 ประเภทดังกล่าว และเห็นว่าในการ

ปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม ต่อไปนั้น ควรจะต้องพิจารณาความ

สัมพันธ์ระหว่างส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีกับปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ด้วยว่าควรจะเป็นอย่างไรบ้าง เช่น การเสนอขอเพิ่มอัตรากำลัง และการขอใช้

เงินงบประมาณในการไปประชุมในต่างประเทศ เป็นต้น

 

 

 

 

          2. _ความเห็นในการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และรัฐวิสาหกิจ_

_ในภาพรวมของระบบราชการทั้งหมด_

          สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ก่อนที่จะพิจารณาภาพรวม

ของระบบราชการทั้งหมดได้นั้น น่าจะต้องแยกพิจารณาหน่วยงานออกเป็น 3 กลุ่ม

คือ (1) กระทรวงและทบวง ซึ่งมีรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ ฯลฯ (2) กรม ฯลฯ

ซึ่งเป็นส่วนราชการภายในกระทรวงหรือทบวง และ (3) รัฐวิสาหกิจ ซึ่งอาจ

แยกออกได้เป็นหลายประเภท เพราะหน่วยงานทั้ง 3 กลุ่มนี้มี"ข้อพิจารณา"ที่

ไม่เหมือนกัน

          ก. _กระทรวงและทบวง_

          สำหรับ"กระทรวงและทบวง"ซึ่งในขณะนี้ได้มีการกำหนดจำนวน

และอำนาจหน้าที่ไว้ในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 216 ลงวันที่ 29 กันยายน

พ.ศ.2515 (ซึ่งมีศักดิ์กฎหมายเท่ากับพระราชบัญญัติ)นั้น มีปัญหาว่าการยุบเลิก

กระทรวงและทบวงที่มีอยู่เดิมและการจัดตั้งกระทรวงและทบวงขึ้นใหม่จะกระทำ

โดย"กฎหมายของฝ่ายบริหาร"ได้หรือไม่ ซึ่งมีข้อพิจารณาดังนี้

             (1) กระทรวงต่าง ๆ นั้นแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

"กระทรวงหลัก" ที่จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกรัฐบาล (เช่น กระทรวงมหาดไทย

กระทรวงการคลัง และกระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น) และกระทรวงที่การ

จัดตั้งหรือการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลแต่ละรัฐบาล

ว่าจะมีนโยบายให้งานที่มีลักษณะเดียวกันมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรี

คนเดียวกันหรือไม่ ซึ่งงานบางอย่างนั้นมีความสัมพันธ์กันได้หลายลักษณะ การจัด

กลุ่มงานต่าง ๆ ให้อยู่ในกระทรวงเดียวกันจึงอาจกระทำได้ในหลายรูปแบบ 

ดังนั้น จึงมีข้อพิจารณาว่า ถ้าจะให้มีการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงและทบวง

โดย"กฎหมายของฝ่ายบริหาร"แล้ว จะทำอย่างไรจึงจะไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลง

"กระทรวงหลัก"

             (2) พระราชบัญญัติต่าง ๆ ทุกฉบับมีรัฐมนตรีผู้รักษาการตาม

พระราชบัญญัตินั้น ๆ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหนึ่งกระทรวงใด

 

 

 

             (3) กระทรวงมีฐานะเป็นนิติบุคคล การโอนอำนาจหน้าที่ กิจการ

ทรัพย์สิน หนี้ ข้าราชการ ลูกจ้าง และเงินงบประมาณของกระทรวงที่มีอยู่เดิมไปเป็น

ของกระทรวงที่ได้ปรับปรุงใหม่นั้น ขณะนี้กระทำโดยพระราชบัญญัติ

          ข. _กรม_

             สำหรับส่วนราชการระดับกรมนั้น  มีปัญหาเช่นเดียวกันว่าการยุบ

เลิกกรมที่มีอยู่เดิมก็ดี การจัดตั้งกรมขึ้นใหม่ก็ดี การเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ของ

กรมก็ดี จะกระทำโดย"กฎหมายของฝ่ายบริหาร"ได้หรือไม่ ซึ่งมีข้อพิจารณาดังนี้

             (1) ส่วนราชการระดับกรมบางส่วนราชการเป็นส่วนราชการหลัก

ที่จำเป็นต้องมีอยู่และมีพระราชบัญญัติกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการหรือหัวหน้า

ส่วนราชการนั้นไว้โดยเฉพาะ เช่น กรมสรรพากร (ประมวลรัษฎากร) กรมศุลกากร

(พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการ

เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (พระราชบัญญัติพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

พ.ศ.2521) เป็นต้น

             (2) ส่วนราชการระดับกรมบางส่วนราชการมีพระราชบัญญัติระบุ

ไว้อย่างชัดแจ้งว่าให้อยู่ในสังกัดของกระทรวงใด  เช่น สำนักงานการปฏิรูปที่ดิน

เพื่อเกษตรกรรมซึ่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ระบุว่า

ให้อยู่ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น

             (3) กรมมีฐานะเป็นนิติบุคคล การโอนอำนาจหน้าที่ กิจการ

ทรัพย์สิน หนี้ ข้าราชการ ลูกจ้าง และเงินงบประมาณของกรมที่มีอยู่เดิมไปเป็นของ

กรมที่ได้ปรับปรุงใหม่นั้น ขณะนี้กระทำโดยพระราชบัญญัติ

          ค. _รัฐวิสาหกิจ_

             สำหรับรัฐวิสาหกิจนั้นควรจะต้องแยกประเภทกันให้ชัดเจนเสีย

ก่อนว่า รัฐวิสาหกิจใดเป็นรัฐวิสาหกิจที่หารายได้ให้แก่รัฐในลักษณะที่มีอำนาจ

ผูกขาด รัฐวิสาหกิจใดเป็นรัฐวิสาหกิจที่หารายได้ให้แก่รัฐในลักษณะที่ต้องแข่งขัน

กับเอกชน และรัฐวิสาหกิจใดเป็นรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการสาธารณูปโภค

 

 

 

 

             ถ้าหากการแยกประเภทดังกล่าวข้างต้นยังไม่อาจกระทำได้

การพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม ในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจ

ก็ไม่อาจกระทำได้โดยสมบูรณ์

          3. _ข้อเสนอแนะอื่น ๆ_

             การปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม นั้นมีลักษณะเป็น

พลวัตร(dynamic)ที่ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลแต่ละรัฐบาลว่าจะเห็นควรจัดตั้ง

กระทรวง ทบวง กรม อย่างไร จึงจะสามารถบริหารราชการให้บรรลุนโยบายของ

รัฐบาลได้  ดังนั้น ก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ก็ควรที่จะได้

มีการพิจารณากำหนดตัวรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ให้

เสร็จสิ้นเสียก่อน

             ส่วนวิธีการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม จะต้อง

กระทำโดยพระราชบัญญัติหรือจะกระทำโดย"กฎหมายของฝ่ายบริหาร"ได้หรือไม่นั้น

คงจะต้องพิจารณากันในรายละเอียดต่อไป

 

                                                                    (ลงชื่อ)  อมร จันทรสมบูรณ์

                                                                            (นายอมร จันทรสมบูรณ์)

                                                                        เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา.

 

                                                                                                                        ไพบูลย์ฯ  - คัด/ทาน