เลขเสร็จ

๕๐๓/๒๕๔๒

เรื่อง

                                                       บันทึก

   เรื่อง  การสงวนที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทาง

                                                       ------

เนื้อหา

                        กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือ ที่ คค ๐๖๐๖.๒/๑๖๓๙๘

ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ความว่า ด้วยกรมทางหลวงได้รับ

รายงานจากแขวงการทางนครราชสีมาที่ ๒ สำนักทางหลวงที่ ๘ (นครราชสีมา) ว่าราษฎรตำบล

เฉลียง อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา คัดค้านประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง สงวนที่ดินเพื่อ

ประโยชน์แก่งานทาง ในท้องที่ตำบลเฉลียง อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา โดยอ้างว่าได้สงวน

ที่ดินไว้เป็นที่สาธารณะของหมู่บ้าน  มีข้อเท็จจริงสรุปได้ดังนี้

                        ๑. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๗๖ ลงวันที่

๒๒ ธันวาคม ๒๕๐๙ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๓ ตอนที่ ๑๑๙ ลงวันที่ ๓๑ ธันวาคม

๒๕๐๙ กำหนดให้ป่าครบุรี อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา เป็นป่าสงวนแห่งชาติ

                        ๒. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ออกประกาศกระทรวงคมนาคม

โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖๕ แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.๒๕๓๕ เรื่องสงวน

ที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทาง ในท้องที่ตำบลเฉลียง อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ในที่ดิน

ริมทางหลวงหมายเลข ๒๑๑๙ ตอนครบุรี-เสิงสาง ระหว่าง กม.๑๗+๐๘๓-กม.๑๗+๔๐๖

(ซ้ายทาง) เนื้อที่ ๔๐ ไร่ ๑๔ ตารางวา ประกาศเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ และประกาศ

ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๑๐ ตอนที่ ๑๔๕ ลงวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๓๖

                        ๓. ราษฎรตำบลตะแบกบาน อำเภอครบุรี ได้มีหนังสือลงวันที่ ๓ ธันวาคม

๒๕๓๖ ถึงนายอำเภอครบุรีว่า ได้สงวนที่ดินเพื่อเป็นที่สาธารณะของหมู่บ้าน ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๒

เพื่อจะสร้างวัด  ขอให้กรมทางหลวงเลิกใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว

                        ๔. อำเภอครบุรีมีหนังสือ ที่ นม ๐๓๑๖/๔๔๘๘ ลงวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๓๖

แจ้งอธิบดีกรมทางหลวงว่า ตามที่ได้ประกาศกระทรวงคมนาคม ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๕

เรื่อง สงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทางบริเวณริมทางหลวงหมายเลข ๒๑๑๙ ตอนครบุรี-เสิงสาง

ระหว่าง กม.๑๗+๐๘๓-กม.๑๗+๔๐๖ (ซ้ายทาง) ในท้องที่ตำบลเฉลียง (ปัจจุบันแยกออกเป็น

ตำบลตะแบกบาน) อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา นั้น  ปรากฏว่ามีราษฎรในท้องที่ได้ยื่นหนังสือ

ร้องขอคัดค้านประกาศดังกล่าว

                        กรมทางหลวงจึงขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาปัญหาข้อกฎหมายว่า

การประกาศกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๗๖ (พ.ศ.๒๕๐๙) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวน

แห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ กำหนดให้ป่าครบุรีเป็นป่าสงวนแห่งชาติ และต่อมาได้มีประกาศกระทรวง

คมนาคม เรื่อง สงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทางฯ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ ในพื้นที่เดียว

กันกับที่ได้กำหนดเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ผลทางกฎหมายจะเป็นประการใด

 

                        คณะกรรมการกฤษฎีกา(กรรมการร่างกฎหมาย คณะที่ ๗) ได้พิจารณาปัญหา

ข้อหารือดังกล่าว โดยได้ฟังคำชี้แจงข้อเท็จจริงจากผู้แทนกระทรวงคมนาคม(กรมทางหลวง) และ

ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(กรมป่าไม้)แล้ว  สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า ทางหลวงแผ่นดิน

หมายเลข ๒๑๑๙ เดิมสร้างโดยสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทใน พ.ศ.๒๕๑๔ กรมทางหลวงได้รับ

มอบจากจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดบุรีรัมย์เพื่อขยายและปรับปรุงผิวการจราจร โดยเริ่มทำการ

ก่อสร้างเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๒๒ เนื่องจากถนนดังกล่าวผ่านเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงอีจาน

ใหญ่ และป่าครบุรี จังหวัดนครราชสีมา และป่าสงวนแห่งชาติป่าเมืองไผ่ จังหวัดบุรีรัมย์ นายช่าง

แขวงการทางนครราชสีมาที่ ๒ เป็นผู้แทนกรมทางหลวงในการขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขต

ป่าสงวนแห่งชาติตามมาตรา ๑๖*(๑) แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ ซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๒๘ โดยแยกยื่นคำขอต่อ

นายอำเภอท้องที่ทั้งที่จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดบุรีรัมย์ ในส่วนของป่าเมืองไผ่ จังหวัดบุรีรัมย์

ได้รับอนุญาตเรียบร้อย แต่สำหรับป่าสงวนแห่งชาติป่าดงอีจานใหญ่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าครบุรี

จังหวัดนครราชสีมา ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานการอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ

                        ที่ดินแปลงที่เป็นปัญหาในการหารือนี้อยู่ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข

๒๑๑๙ ตอนครบุรี-เสิงสาง ระหว่างกิโลเมตรที่ ๑๗+๐๘๓ ถึงกิโลเมตรที่ ๑๗+๔๐๖ (ซ้ายทาง)

เนื้อที่ ๔๐ ไร่ ๑๔ ตารางวา อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าครบุรี จังหวัดนครราชสีมา กรมทางหลวง

ใช้เป็นแหล่งวัสดุ โดยได้ขุดดินลูกรังไปใช้ในการก่อสร้างและบูรณะเส้นทาง เมื่อกระทรวงคมนาคม

มีนโยบายให้รวบรวมที่ดินที่ใช้เพื่อประโยชน์แก่งานทางขึ้นทะเบียนไว้เพื่อป้องกันการบุกรุกที่ดิน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจึงได้ออกประกาศให้ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่สงวนไว้เพื่อ

ประโยชน์แก่งานทางตามมาตรา ๖๕*(๒) แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.๒๕๓๕ เมื่อวันที่

๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ (ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๓๖) ปรากฏว่า

ราษฎรในบริเวณใกล้เคียงได้มีหนังสือถึงนายอำเภอครบุรีคัดค้านการสงวนที่ดินของกระทรวง

คมนาคม กรมทางหลวงจึงได้หารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับผลของการสงวนที่ดินตามพระราช

บัญญัติทางหลวงฯ ในเขตพื้นที่ที่ได้กำหนดเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติป่าสงวน

แห่งชาติฯอยู่ก่อนแล้ว

                        คณะกรรมการกฤษฎีกา(กรรมการร่างกฎหมาย คณะที่ ๗)ได้พิจารณา

ข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว  เห็นว่า พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗

มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองป้องกันและหยุดยั้งการทำลายป่าให้ลดน้อยลงเพื่อรักษาไว้ซึ่งทรัพยากร

ธรรมชาติอันมีค่าของชาติเพื่อมิให้อาชีพเกษตรกรรมของประชาชนส่วนใหญ่ และเศรษฐกิจของ

ประเทศถูกกระทบกระเทือนจากผลของการทำลายป่า ดังปรากฏตามเหตุผลในการตรากฎหมาย

ท้ายพระราชบัญญัติฯ*(๓) ดังนั้น การออกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๗๖ (พ.ศ. ๒๕๐๙) ออกตามความ

ในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ กำหนดให้ป่าครบุรีเป็นป่าสงวนแห่งชาติเพื่อเป็น

การคุ้มครอง ป้องกัน และหยุดยั้งการทำลายป่าตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่ง

ชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ ซึ่งมีบทบัญญัติในมาตรา ๑๔*(๔) แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ

พ.ศ.๒๕๐๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๒๘ บัญญัติ

ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือ ครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า

ทำไม้ เก็บหาของป่าหรือทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ

เว้นแต่จะมีบทบัญญัติกำหนดอนุญาตให้ทำได้ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ฯ กล่าวคือ

จะต้องได้รับอนุญาตให้เข้าไปกระทำการในเขตป่าสงวนแห่งชาติก่อน ในกรณีการให้ส่วนราชการ

และองค์การของรัฐใช้พื้นที่บางแห่งภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นสถานที่ปฏิบัติงานหรือเพื่อ

ประโยชน์ของรัฐอย่างอื่นเป็นการให้ใช้พื้นที่ดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๓ ทวิ*(๕)

แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าสงวน

แห่งชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๒๘ และการใช้พื้นที่จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข

ที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ดังนั้น การที่กรมทางหลวงจะเข้าไปดำเนินการใดๆ ภายในเขต

ป่าสงวนแห่งชาติจึงต้องมีประกาศของอธิบดีกรมป่าไม้โดยอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง

เกษตรและสหกรณ์ตามมาตรา ๑๓ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯกำหนดบริเวณ

ดังกล่าวเป็นบริเวณที่ทางราชการใช้ประโยชน์ก่อน และถ้ามีการใช้พื้นที่ผิดไปจากหลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขที่ได้ประกาศกำหนดไว้กรมป่าไม้อาจดำเนินการเพิกถอนการใช้พื้นที่นั้นได้ 

ด้วยเหตุดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจึงไม่อาจประกาศตามมาตรา ๖๕ แห่งพระราช

บัญญัติทางหลวง พ.ศ.๒๕๓๕ กำหนดให้ที่ดินของรัฐในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นที่สงวนไว้เพื่อ

ประโยชน์แก่งานทาง เพื่อให้กรมทางหลวงเข้าไปมีอำนาจคุ้มครองที่ดินนั้นในลักษณะเป็นการถาวร

และมีอำนาจอนุญาตให้บุคคลเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินตามอำนาจที่กำหนดไว้ใน

มาตรา ๖๕ แห่งพระราชบัญญัติทางหลวงฯได้ เพราะเป็นการขัดต่อหลักการในเรื่องการเข้าใช้

ประโยชน์ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติภายใต้การอนุญาตและควบคุมดูแลการใช้ประโยชน์ที่ดิน

ตามกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ

 

                                                (ลงชื่อ)   อักขราทร จุฬารัตน

                                                           (นายอักขราทร จุฬารัตน)

                                                      เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

            สิงหาคม ๒๕๔๒

------------------------------------------

                        *(๑) มาตรา ๑๖  อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีอนุญาตให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด

เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้ ในกรณีดังต่อไปนี้

                                (๑) การเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติคราวละ

ไม่น้อยกว่าห้าปีแต่ไม่เกินสามสิบปี ในกรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตเป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตาม

กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณจะอนุญาตโดยให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือบางส่วนตาม

ที่เห็นสมควรก็ได้

                                (๒) การเข้าทำประโยชน์เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่

คราวละไม่เกินสิบปี โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตเก็บหาของป่าและไม่ต้องเสียค่าภาค

หลวงของป่าตามพระราชบัญญัตินี้สำหรับแร่ ดินขาวหรือหินแล้วแต่กรณี

                        *(๒) มาตรา ๖๕ เพื่อประโยชน์แก่งานทาง รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะสงวนที่ดินของ

รัฐซึ่งมิได้มีบุคคลเข้าครอบครองโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

                                ประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้มีแผนที่หรือแผนผังแสดงบริเวณที่ดินที่จะ

สงวนติดไว้ท้ายประกาศนั้น

                                เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศ ไม่มีผู้ใดแย้งสิทธิ ให้ที่ดินนั้น

ตกอยู่ในความคุ้มครองของผู้อำนวยการทางหลวง และห้ามมิให้ผู้ใดเข้าครอบครอง หักร้าง จัดทำ

หรือปลูกสร้างด้วยประการใดๆ ในที่ดินนั้น เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทาง

หลวง

                                รัฐมนตรีอาจเพิกถอนประกาศการสงวนตามวรรคหนึ่งทั้งหมดหรือบาง

ส่วนโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

                        *(๓) หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก

ป่าไม้เป็น  ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญยิ่งของชาติ และรัฐบาลได้กำหนดจุดหมายไว้ในแผน

พัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ ว่าจะสงวนป่าไม้ไว้เป็นเนื้อที่ประมาณร้อยละ ๕๐ แห่งเนื้อที่ประเทศ

ไทย คือ เป็นเนื้อที่ป่าสงวนรวมประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร หรือ ๑๕๖ ล้านไร่

                               บัดนี้ ปรากฏว่าป่าไม้ที่สงวนคุ้มครองไว้แล้ว และที่ยังมิได้สงวนคุ้มครอง

ได้ถูกบุกรุกและถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก แม้ป่าไม้ในบริเวณต้นน้ำลำธารก็ถูกแผ้วถางเผา

ทำลายไปเป็นอันมาก ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดความแห้งแล้ง พื้นดินพังทลาย ลำน้ำตื้นเขินหรือเกิด

อุทกภัยอันเป็นผลเสียหายแก่การเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ เนื่องจาก

กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและสงวนป่าที่ใช้บังคับอยู่มีวิธีการไม่รัดกุมเหมาะสมต้องเสียเวลา

ดำเนินการเป็นเวลานานจึงจะประกาศกำหนดเป็นป่าสงวนหรือเป็นป่าคุ้มครองได้ เป็นเหตุให้บุคคล

บางจำพวกฉวยโอกาสทำลายป่าได้กว้างขวางยิ่งขึ้น  นอกจากนั้น ได้กำหนดโทษ ผู้ฝ่าฝืนไว้

ไม่เหมาะสมกับกาลสมัย ผู้กระทำผิดไม่เข็ดหลาบเป็นช่องทางให้มีการบุกรุกทำลายป่ามากขึ้น

รัฐบาลจึงเห็นเป็นการจำเป็นอันรีบด่วนที่จะต้องดำเนินการปรับปรุงกฎหมายเรื่องนี้เสียใหม่ เพื่อให้

สามารถดำเนินการคุ้มครองป้องกันเพื่อรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่าของชาติ และเพื่อมิให้

อาชีพเกษตรกรรมของประชาชนส่วนใหญ่และเศรษฐกิจของประเทศถูกกระทบกระเทือนจาก

ผลของการทำลายป่า

                        *(๔) มาตรา ๑๔ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครอง

ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่าหรือกระทำด้วย

ประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เว้นแต่

                                (๑) ทำไม้หรือเก็บหาของป่าตามมาตรา ๑๕ เข้าทำประโยชน์หรือ

อยู่อาศัยตามมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๖ ทวิ หรือมาตรา ๑๖ ตรี กระทำการตามมาตรา ๑๗

ใช้ประโยชน์ตาม ๑๘ หรือกระทำการตามมาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๐

                                (๒) ทำไม้หวงห้ามหรือเก็บหาของป่าหวงห้ามตามกฎหมายว่าด้วย

ป่าไม้

                        *(๕) มาตรา ๑๓ ทวิ  ในกรณีที่ส่วนราชการและองค์การของรัฐมีความประสงค์

จะใช้พื้นที่บางแห่งภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นสถานที่ปฏิบัติงานหรือเพื่อประโยชน์ของรัฐ

อย่างอื่น ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศกำหนดบริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณที่ทาง

ราชการใช้ประโยชน์ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้และในบริเวณดังกล่าวมิให้นำมาตรา ๑๔ และ

มาตรา ๑๖ มาใช้บังคับแก่การที่ส่วนราชการหรือองค์การนั้น ๆ จำเป็นต้องกระทำเพื่อให้บรรลุ

วัตถุประสงค์ในการปฏิบัติงานเพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่นั้น

                                การใช้พื้นที่ตามวรรคหนึ่ง ถ้าที่ดินในบริเวณที่ทางราชการใช้ประโยชน์

มีแนวเขตทับที่ดินซึ่งบุคคลได้รับประโยชน์ตามมาตรา ๑๔ อยู่แล้ว ให้การรับประโยชน์ในที่ดินส่วน

ที่เป็นบริเวณที่ทางราชการใช้ประโยชน์นั้นสิ้นสุดลง เมื่อพ้นกำหนดสามร้อยหกสิบวันนับแต่วันที่

ประกาศกำหนดบริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณที่ทางราชการใช้ประโยชน์

                                การใช้พื้นที่ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข

ที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

 

ชไมพร/แก้ไข

๙ ตุลาคม ๒๕๔๕

A+B(C)