เลขเสร็จ

๓๘/๒๕๔๓

เรื่อง

                                                        บันทึก

              เรื่อง  การดำเนินการทางวินัยแก่พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

                          กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ป.ได้สอบสวนแล้วเห็นว่า

                          มีมูลกระทำความผิด

                                                     -------------

เนื้อหา

                        การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้มีหนังสือ ลับ ด่วนมาก ที่ มท ๕๓๐๑.๔/๗๒๖

ลงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง หารือปัญหา

การดำเนินการทางวินัยแก่พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พร้อมเอกสารประกอบ

การพิจารณาที่ส่งมาด้วย จำนวน ๔๐ แผ่น*(๑)  และต่อมากระทรวงมหาดไทยได้ส่งเอกสาร

ประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

อีกจำนวน ๔ ฉบับ*(๒)  ซึ่งสรุปความจากหนังสือขอหารือและเอกสารประกอบการพิจารณา

ได้ว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้รับรายงานการสอบสวนข้อเท็จจริงของ

คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงซึ่งแต่งตั้งโดยคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑๐๗/๒๕๔๑

ลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๑ กรณีการจัดซื้อที่ดินของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพื่อก่อสร้างสถานี

ไฟฟ้าป่าตอง อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต ว่า พนักงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีพฤติการณ์

เข้าไปเกี่ยวข้องกับการดำเนินการจัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างสถานีไฟฟ้าดังกล่าวในทางมิชอบ

ประธานกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจึงได้มีคำสั่ง ที่ กฟภ. ๔/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๓๐

พฤษภาคม ๒๕๔๑ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยพนักงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

โดยได้ตั้งข้อกล่าวหาดังต่อไปนี้

                        (๑) คณะกรรมการต่อรองราคา ได้แก่ นายมานะ วราศิร  นายจำรัส

รัตนบุรี  นายพิชิต ศุภระกาญจนะ  นายนำชัย หล่อวัฒนตระกูล และนายธนยศ จวงรัตน์

ข้อหาไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบปฏิบัติของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รายงานเท็จ

และไม่รักษาผลประโยชน์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

                        (๒) คณะกรรมการตรวจรับ ได้แก่ นายนพพงศ์ วิชัยดิษฐ นายสาโรจน์

เวชพันธุ์  นายสมพงษ์ วรรณดิลก และนายสุวิชา ประมูลวงศ์ ข้อหากระทำการส่อไป

ในทางทุจริตต่อหน้าที่ รายงานเท็จ ไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบของการไฟฟ้า

ส่วนภูมิภาคให้เกิดผลดีด้วยความเอาใจใส่และรักษาผลประโยชน์ของราชการ เป็นเหตุให้

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง เนื่องจากคณะกรรมการตรวจรับ

ได้ตรวจรับที่ดินเพื่อประโยชน์ของนายพิทักษ์ รังษีธรรม เจ้าของที่ดิน ทั้ง ๆ ที่มีการทักท้วง

แล้วว่าที่ดินแปลงนี้มีปัญหาไม่ควรตรวจรับ

                        (๓) นายสุนทร ตันถาวร ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคขณะดำรงตำแหน่ง

รองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ทำการแทนผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเสนอการซื้อ

ที่ดินของนายพิทักษ์ รังษีธรรม ต่อคณะกรรมการบริหารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นกรณี

พิเศษ โดยใช้ข้อมูลเดิมทั้งหมดไม่ได้ดำเนินการจัดซื้อใหม่ตามขบวนการจัดซื้อ และ

ได้อนุมัติให้คณะกรรมการตรวจรับที่ดินชำระเงินแก่นายพิทักษ์ รังษีธรรม โดยไม่ได้

ตรวจสอบสภาพที่ดินให้แน่ชัดก่อน เป็นการไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบปฏิบัติของ

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้เกิดผลดีด้วยความเอาใจใส่และรักษาประโยชน์ของการไฟฟ้า

ส่วนภูมิภาค และเป็นการบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ทำให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้รับ

ความเสียหาย และ

                        (๔) นายสมศักดิ์ ศิริสาคร ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคขณะดำรง

ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เสนอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

รีบดำเนินการจัดซื้อที่ดินเพื่อสร้างสถานีไฟฟ้าป่าตอง เพื่อให้มีที่ดินพร้อมที่จะให้ผู้รับจ้าง

ดำเนินการก่อสร้างได้ทันที หากประกาศจัดหาที่ดินใหม่ก็จะเสียเวลาไปอีก และเสนอ

ความเห็นให้จัดซื้อที่ดินของนายพิทักษ์ รังษีธรรม เป็นกรณีพิเศษ  เนื่องจากผู้เสนอขาย

ที่ดินเดิม (นายพิทักษ์ฯ) ได้ยืนยันที่จะขายตามราคาและเงื่อนไขเดิมที่เคยได้รับอนุมัติ

ไปแล้วทุกประการ เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อประโยชน์ของ

บุคคลอื่น และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

โดยคำสั่งดังกล่าวนี้ระบุให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยทำการสอบสวนวินัยพนักงาน

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ถูกกล่าวหาให้เป็นไปตามข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วย

ระเบียบพนักงาน พ.ศ. ๒๕๑๗ และสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงว่านายจุลพงศ์ จุลละเกศ

อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องผู้ใดจะต้องรับผิดในทางแพ่ง

หรืออาญาอย่างใดหรือไม่ ตลอดจนตรวจสอบเพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ที่ถูกพาดพิง

ซึ่งมิใช่พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคด้วย

                        ต่อมา คณะกรรมการสอบสวนวินัยตามคำสั่ง ที่ กฟภ. ๔/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๓๐

พฤษภาคม ๒๕๔๑ ได้มีหนังสือ ลับ ด่วนมาก ที่ มท ๐๒๐๓.๕/๓๒๙ ลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม

๒๕๔๑ รายงานผลการสอบสวนพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย

ถึงประธานกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สรุปผลการสอบสวนในส่วนที่เกี่ยวกับวินัย

ได้ว่า

                        (๑) เห็นควรยุติเรื่องนายสุนทร ตันถาวร และนายสมศักดิ์ ศิริสาคร  เนื่องจาก

ยังไม่ปรากฏว่าในการจัดซื้อที่ดิน ตลอดจนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องได้กระทำผิดตาม

ข้อกล่าวหา

                        (๒)  เห็นควรยุติเรื่องคณะกรรมการต่อรองราคา ได้แก่ นายมานะ วราศิร

นายจำรัส รัตนบุรี นายนำชัย หล่อวัฒนตระกูล และนายธนยศ จวงรัตน์ เนื่องจาก

ยังไม่ปรากฏว่าได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา แต่ให้ตักเตือนให้พึงระมัดระวังการตรวจสอบ

ข้อมูลเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดต่อไป สำหรับนายพิชิต ศุภระกาญจนะ ได้เกษียณอายุ

ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ จึงไม่อยู่ในบังคับของคำสั่ง กฟภ. ที่ ๔/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๓๐

พฤษภาคม ๒๕๔๑ และตามทางสอบสวนก็มิได้กระทำผิด

                        (๓) สำหรับคณะกรรมการตรวจรับที่ดิน ได้แก่ นายนพพงศ์ วิชัยดิษฐ

นายสาโรจน์ เวชพันธุ์  นายสุวิชา ประมูลวงศ์ และนายสมพงษ์ วรรณดิลก ซึ่งได้ชำระเงิน

ค่าซื้อขายไปเต็มจำนวนแก่นายพิทักษ์ รังษีธรรม ทั้งที่จำนวนเนื้อที่ของที่ดินไม่ครบตามที่

ตกลงกันไว้นั้น หากนายพิทักษ์ฯไม่ยินยอมชดใช้เงินค่าที่ดินส่วนที่ขาด ถือว่าได้กระทำให้

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเสียหายอย่างร้ายแรงมาตั้งแต่ต้น  นายนพพงศ์ฯควรได้รับโทษ

ปลดออกจากงานตามข้อ ๔๑ (๗) ของข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยระเบียบ

พนักงาน พ.ศ. ๒๕๑๗  นายสุวิชาฯควรได้รับโทษลดอันดับเงินเดือนหนึ่งขั้น  นายสมพงษ์ฯ

ควรได้รับโทษตัดเงินเดือนร้อยละสิบเป็นเวลาสองเดือน และให้ภาคทัณฑ์นายสาโรจน์ฯ

กรณีไม่ปฏิบัติตามข้อ ๓๘ (๑) และหรือข้อ ๓๘ (๗) แล้วแต่กรณี ประกอบกับข้อ ๔๔ ของ

ข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยระเบียบพนักงาน พ.ศ. ๒๕๑๗ แต่หากนายพิทักษ์ฯ

ยินยอมชดใช้เงินคืนแก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ถือได้ว่าไม่เป็นเหตุให้เสียหายแก่การไฟฟ้า

ส่วนภูมิภาคอย่างร้ายแรง ควรลงโทษ นายนพพงศ์ฯ นายสุวิชาฯ และนายสมพงษ์ฯ

ในความผิดวินัยไม่ร้ายแรงในสถานเบาลดหลั่นลงมา โดยสำหรับนายสาโรจน์ฯควรให้ทำ

ทัณฑ์บนไว้โดยอาจนำเหตุอันควรลดหย่อนโทษมาประกอบการพิจารณาด้วยก็ได้

                        ต่อมา สำนักงาน ป.ป.ป. ได้มีหนังสือ ลับ ด่วนมาก ที่ นร ๑๕๐๔/๑๔๑๓๘

ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๒ เรื่อง ขอให้ดำเนินการทางวินัย ถึงประธานกรรมการการไฟฟ้า

ส่วนภูมิภาค สรุปความได้ว่า สำนักงาน ป.ป.ป. ได้รับเรื่องกล่าวหาร้องเรียนนายสุนทร

ตันถาวร ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กับพวก สังกัดการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กระทรวง

มหาดไทย ว่าร่วมกันทุจริตในการจัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างสถานีไฟฟ้าป่าตอง จังหวัดภูเก็ต

และคณะกรรมการ ป.ป.ป. ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเรื่องดังกล่าวแล้ว ได้มีมติ

ชี้มูลความผิด นายสุนทรฯ กับพวก รวม ๖ คน เพื่อให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดำเนินการ

ทางวินัย ดังต่อไปนี้

                        (๑) นายสุนทร ตันถาวร  ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เนื่องจากได้เสนอ

ให้จัดซื้อที่ดินของนายพิทักษ์ รังษีธรรม โดยที่ไม่ได้มีการเสนอให้จัดซื้อตามรายงานของ

เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบโดยตรง และไม่ได้ผ่านการพิจารณาเสนอตาม

สายงานปกติ เป็นการติดต่อซื้อขายกับนายโชค วิจารณ์ ซึ่งไม่มีหนังสือมอบอำนาจที่ถูกต้อง

เพราะการจัดซื้อครั้งแรกได้ยกเลิกไปแล้ว จึงมีลักษณะเป็นการติดต่อซื้อขายกับนายหน้า

ขายที่ดิน ไม่ได้ติดต่อโดยตรงกับเจ้าของที่ดิน และเสนอให้คณะกรรมการบริหารการไฟฟ้า

ส่วนภูมิภาคอนุมัติให้จัดซื้อที่ดินเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งไม่ชอบด้วยข้อบังคับการไฟฟ้า

ส่วนภูมิภาค ว่าด้วยการซื้อ พ.ศ. ๒๕๒๙ และได้อนุมัติให้จ่ายเงินค่าที่ดินครบตามจำนวน

ทั้งที่ยังมีปัญหาความถูกต้องของเนื้อที่ที่ดิน จึงมีมูลความผิดทางวินัย ฐานไม่รักษา

ประโยชน์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ฐานไม่ประพฤติตนอยู่ในความสุจริต ฐานทุจริต

ต่อหน้าที่การงาน และฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ว่าด้วยระเบียบพนักงาน พ.ศ. ๒๕๑๗ ข้อ ๓๘ (๑) และ (๖)  และข้อ ๔๑ (๓) และ (๙)

                        (๒) นายสมศักดิ์ ศิริสาคร  กรณีเสนอให้จัดซื้อที่ดินของนายพิทักษ์ รังษีธรรม

โดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยการซื้อ พ.ศ. ๒๕๒๙ มีมูลความผิด

ทางวินัย ฐานทุจริตต่อหน้าที่การงาน และฐานประพฤติชั่วร้ายอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับ

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยระเบียบพนักงาน พ.ศ. ๒๕๑๗ ข้อ ๔๑ (๓) และ (๙)

                        (๓) นายนพพงศ์ วิชัยดิษฐ  กรณีเป็นประธานกรรมการตรวจรับที่ดิน

ได้ตรวจรับที่ดินและชำระเงินเต็มจำนวนทั้งที่ยังมีปัญหาเรื่องความถูกต้องของเนื้อที่

ที่ดิน มีมูลความผิดทางวินัย ฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบปฏิบัติของการไฟฟ้า

ส่วนภูมิภาคให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าด้วยความเอาใจใส่และรักษาประโยชน์ของ

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่การงานด้วยความอุตสาหะ ซื่อสัตย์ เที่ยงธรรม

และประพฤติตนอยู่ในความสุจริต ฐานรายงานเท็จ ฐานทุจริตต่อหน้าที่การงาน

ฐานรายงานเท็จเป็นเหตุให้เสียหายแก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอย่างร้ายแรง และฐาน

ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยระเบียบพนักงาน

พ.ศ. ๒๕๑๗ ข้อ ๓๘ (๑) (๖) (๗) และ (๘)  และข้อ ๔๑ (๓) (๔) และ (๙)

                        (๔) นายสมพงษ์ วรรณดิลก  กรณีตรวจพบว่าเนื้อที่ของที่ดินไม่ครบ

จำนวนตาม น.ส. ๓ แต่ก็ได้ลงนามตรวจรับที่ดินว่าครบจำนวน และที่ดินไม่ได้มีการถม

ตามเงื่อนไข มีมูลความผิดทางวินัย ฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบปฏิบัติของ

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าด้วยความเอาใจใส่และรักษาประโยชน์

ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่การงานด้วยความอุตสาหะ ซื่อสัตย์

เที่ยงธรรม และประพฤติตนอยู่ในความสุจริต ฐานรายงานเท็จ ฐานทุจริตต่อหน้าที่การงาน

ฐานรายงานเท็จเป็นเหตุให้เสียหายแก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอย่างร้ายแรง และฐานประพฤติ

ชั่วอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยระเบียบพนักงาน พ.ศ. ๒๕๑๗

ข้อ ๓๘ (๑) (๖) (๗) และ (๘)  และข้อ ๔๑ (๓) (๔) และ (๙)

                        (๕) นายสาโรจน์ เวชพันธุ์ และนายสุวิชา ประมูลวงศ์  กรณีลงนามตรวจรับ

ที่ดินทั้งที่ที่ดินไม่ได้มีการถมตามเงื่อนไข และไม่ได้สอบถามนายสมพงษ์ วรรณดิลก

ผู้ตรวจวัดคำนวณพื้นที่ว่าที่ดินครบถ้วนหรือไม่ มีมูลความผิดทางวินัย ฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติ

หน้าที่ตามระเบียบปฏิบัติของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าด้วยความ

เอาใจใส่ และรักษาประโยชน์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่การงาน

ด้วยความอุตสาหะ ซื่อสัตย์ เที่ยงธรรม และประพฤติตนอยู่ในความสุจริต ฐานละเลย

ละทิ้งหน้าที่การงาน หรือประมาทเลินเล่อในหน้าที่การงานเป็นเหตุให้เสียหายแก่การงาน

อย่างร้ายแรงตามข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยระเบียบพนักงาน พ.ศ. ๒๕๑๗

ข้อ ๓๘ (๑) และ (๖)  และ ข้อ ๔๑ (๗)

                        นอกจากนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ป.ยังได้ชี้มูลความผิดทางอาญาของ

นายสุนทร ตันถาวร  นายสมศักดิ์ ศิริสาคร  นายนพพงศ์ วิชัยดิษฐ และนายสมพงษ์

วรรณดิลก ฐานเป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจหน้าที่

โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การ ฯลฯ ตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงาน

ในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐด้วย และได้แจ้งพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแล้ว

สำหรับกรณีของคณะกรรมการต่อรองราคาให้ยุติเรื่อง และสำหรับคณะกรรมการบริหาร

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นั้น พยานหลักฐานยังไม่พอที่จะฟังได้ว่ามีเจตนาทุจริตจึงให้ยุติเรื่อง

แต่มีข้อสังเกตว่าการซื้อที่ดินของนายพิทักษ์ฯไม่น่าจะถูกต้อง และการอนุมัติให้จัดซื้อที่ดิน

ดังกล่าวน่าจะไม่ชอบด้วยข้อบังคับและกฎหมาย

                        เมื่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้รับทราบมติของคณะกรรมการ ป.ป.ป. ข้างต้น

แล้ว ประธานกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจึงได้มีคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ กฟภ.

๘/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยพนักงานการไฟฟ้า

ส่วนภูมิภาค เพื่อทำการสอบสวนทางวินัย นายสุนทรฯ นายสมศักดิ์ฯ นายนพพงศ์ฯ

นายสมพงษ์ฯ นายสาโรจน์ฯ และนายสุวิชาฯ ตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ป.

                        คณะกรรมการสอบสวนวินัยพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตามคำสั่ง

ที่ กฟภ. ๘/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ ได้ประชุมพิจารณาครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม

๒๕๔๒ ปรากฏประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง ๖ ราย

ว่า เนื่องจากได้เคยมีการดำเนินการทางวินัยกับบุคคลทั้ง ๖ แล้ว ตามคำสั่งการไฟฟ้า

ส่วนภูมิภาค ที่ กฟภ. ๔/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๑ อีกทั้งผู้ถูกกล่าวหาได้ร้อง

ขอความเป็นธรรมว่า กรณีผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยมาแล้ว คณะกรรมการกฤษฎีกา

ได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่าผู้บังคับบัญชาไม่อาจดำเนินการทางวินัยตามมติคณะกรรมการ

ป.ป.ป.ต่อไปได้อีก เว้นแต่ผู้ถูกกล่าวหาทางวินัยยังไม่ได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย

อย่างร้ายแรง กรณีเช่นนี้เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ป.มีมติชี้มูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

มาในภายหลัง ผู้บังคับบัญชาจะต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อทำการสอบสวนการ

กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงต่อผู้ถูกกล่าวหานั้นด้วย  อย่างไรก็ดี คณะกรรมการสอบสวน

วินัยเห็นว่า การวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยการดำเนินการ

ทางวินัยแก่ข้าราชการพลเรือน ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ส่วนราชการต้องรายงานผลการ

สอบสวนทางวินัยไปตามลำดับของกระบวนการสอบสวน และตามปกติจะเป็นที่สุด

เมื่อองค์กรกลางบริหารงานบุคคลได้พิจารณาและเห็นชอบ แต่กรณีของผู้ถูกกล่าวหา

ทั้ง ๖ ราย เป็นการสอบสวนทางวินัยพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นพนักงาน

รัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ โดยประธานกรรมการ

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและได้รายงานผลการ

สอบสวนทางวินัยให้คณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้รับทราบแล้ว จึงเป็นปัญหา

ข้อกฎหมายว่าจะดำเนินการทางวินัยในความผิดเรื่องเดียวกันอีกครั้งได้หรือไม่ เพียงใด

                        คณะกรรมการสอบสวนจึงมีมติให้นำเรียนประธานกรรมการการไฟฟ้า

ส่วนภูมิภาคเพื่อหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ดังนี้

                        (๑) การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย นายสุนทร ตันถาวร

กับพวก รวม ๖ ราย ตามคำสั่ง กฟภ. ๘/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ ถือได้ว่าเป็นการ

ดำเนินการทางวินัยซ้ำซ้อนอีกครั้งหรือไม่ เพียงใด

                        (๒) คณะกรรมการสอบสวนมีอำนาจและหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการสอบ

สวนวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง ๖ ราย ตามคำสั่ง ที่ กฟภ. ๘/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๒

หรือไม่ เพียงใด

                        การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจึงขอหารือปัญหาข้อกฎหมายในการดำเนินการ

ทางวินัยตามมติของคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวข้างต้น

 

                        คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๔) ได้พิจารณาข้อหารือ

ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และได้รับฟังคำชี้แจงจากผู้แทนกระทรวงมหาดไทย(สำนักงาน

ปลัดกระทรวง) ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

และผู้แทนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแล้ว มีความเห็นดังต่อไปนี้

                        ปัญหาที่หนึ่ง  การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยนายสุนทร ตันถาวร

กับพวก รวม ๖ ราย ตามคำสั่งที่ กฟภ. ๘/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ ถือได้ว่าเป็นการ

ดำเนินการทางวินัยซ้ำอีกครั้งหรือไม่ เพียงใด นั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการ

กฤษฎีกา คณะที่ ๔) เห็นว่า การที่จะพิจารณาได้ว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

วินัยดังกล่าวเป็นการดำเนินการทางวินัยซ้ำหรือไม่นั้น  นอกจากจะพิจารณาว่าเป็นการ

ดำเนินการทางวินัยในมูลกรณีความผิดเดียวกันแล้ว จะต้องพิจารณาถึงการตั้งข้อกล่าวหา

แก่ผู้ถูกกล่าวหาด้วยว่า มีการตั้งข้อกล่าวหาไว้แตกต่างกันหรือเหมือนกันมากน้อยเพียงใด

อันจะทำให้การดำเนินการสอบสวนวินัยมีความแตกต่างกันหรือเหมือนกันตามข้อกล่าวหา

ที่ได้ตั้งขึ้น กรณีตามปัญหาที่หารือมานี้จึงต้องแยกพิจารณาการดำเนินการทางวินัยของ

พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็น ๔ กรณี คือ

                        (๑) กรณีนายสุนทร ตันถาวร นั้นได้ถูกกล่าวหาในการแต่งตั้งคณะกรรมการ

สอบสวนวินัยครั้งแรก (คำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ กฟภ. ๔/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม

๒๕๔๑) ว่า ขณะดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ทำการแทนผู้ว่าการ

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยได้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการบริหารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ให้จัดซื้อที่ดินของนายพิทักษ์ รังษีธรรม เป็นกรณีพิเศษ โดยใช้ข้อมูลเดิมทั้งหมด ไม่ได้

ดำเนินการจัดซื้อใหม่ตามขบวนการจัดซื้อ และได้อนุมัติให้คณะกรรมการตรวจรับที่ดิน

ชำระเงินแก่นายพิทักษ์ รังษีธรรม โดยไม่ได้ตรวจสอบสภาพที่ดินให้แน่ชัดก่อน เป็นการ

ไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบปฏิบัติของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้เกิดผลดีด้วยความ

เอาใจใส่และรักษาประโยชน์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นการบกพร่องในการปฏิบัติ

หน้าที่ ทำให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำผิดวินัยตาม

ข้อ ๓๘ (๑)*(๓) ของข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยระเบียบพนักงาน พ.ศ. ๒๕๑๗ 

ส่วนในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยครั้งที่สอง (คำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ที่ กฟภ. ๘/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๒) นายสุนทรฯได้ถูกกล่าวหาว่าได้เสนอให้จัดซื้อ

ที่ดินของนายพิทักษ์ รังษีธรรม โดยที่ไม่ได้มีการเสนอให้จัดซื้อตามรายงานของเจ้าหน้าที่

หรือหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบโดยตรง และไม่ได้ผ่านการพิจารณาเสนอตามสายงาน

ปกติ แต่เป็นการติดต่อซื้อขายกับนายโชค วิจารณ์ ซึ่งไม่มีหนังสือมอบอำนาจที่ถูกต้อง

เพราะการจัดซื้อครั้งแรกได้ยกเลิกไปแล้ว จึงมีลักษณะเป็นการติดต่อซื้อขายกับนายหน้า

ขายที่ดินไม่ได้ติดต่อโดยตรงกับเจ้าของที่ดิน และเสนอให้คณะกรรมการบริหารการไฟฟ้า

ส่วนภูมิภาค อนุมัติให้จัดซื้อเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งไม่ชอบด้วยข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ว่าด้วยการซื้อ พ.ศ. ๒๕๒๙ และได้อนุมัติให้จ่ายค่าที่ดินครบตามจำนวน ทั้งที่ยังมีปัญหาว่า

เนื้อที่ที่ดินไม่ครบและยังไม่มีการถมที่ดิน และเมื่อเจ้าหน้าที่ที่ดิน สำนักงานที่ดินอำเภอ

กระทู้ได้ดำเนินการรังวัดที่ดินเพื่อออก น.ส. ๓ ก เสร็จสิ้นครบถ้วนตามระเบียบแล้ว

กลับยินยอมสั่งการให้ขอรังวัดที่ดินใหม่ตามความต้องการของนายพิทักษ์ รังษีธรรม

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจึงไม่สามารถใช้ที่ดินก่อสร้างสถานีไฟฟ้าได้ ทั้งที่อ้างว่ามีความ

จำเป็นเร่งด่วนในการจัดซื้อ จนกระทั่งผลการรังวัดที่ดินออก น.ส. ๓ ก ได้เนื้อที่เกินกว่า

สัญญาซื้อขาย ซึ่งการรังวัดมีลักษณะเป็นการสมยอมเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย มีมูลความผิด

วินัย ฐานไม่รักษาประโยชน์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ฐานไม่ประพฤติตนอยู่ในความ

สุจริต ฐานทุจริตต่อหน้าที่การงาน และฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามข้อ ๓๘*(๔)  (๑) และ

(๖) และ ข้อ ๔๑*(๕)  (๓) และ (๙)  ของข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยระเบียบพนักงาน

พ.ศ. ๒๕๑๗  ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบข้อกล่าวหาทั้งสองครั้งแล้ว จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า

การกล่าวหาอันนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยในครั้งที่หนึ่งแตกต่างกับ

การกล่าวหาที่นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยในครั้งที่สอง

                        (๒) กรณีนายสมศักดิ์ ศิริสาคร ได้ถูกกล่าวหาในการตั้งคณะกรรมการ

สอบสวนวินัยครั้งแรก (คำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ กฟภ. ๔/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม

๒๕๔๑) ว่า เป็นผู้เสนอให้รีบดำเนินการจัดซื้อ พร้อมทั้งเสนอให้จัดซื้อที่ดินจากผู้เสนอ

ขายเดิมเป็นกรณีพิเศษ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อประโยชน์

ของบุคคลอื่น และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ซึ่งข้อกล่าวหา

ในครั้งแรกนี้มีลักษณะที่ไม่ชัดเจนว่าเป็นการกระทำผิดวินัยตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับฯ

ข้อใด สำหรับการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยครั้งที่สอง (คำสั่งการไฟฟ้าส่วน

ภูมิภาค ที่ กฟภ. ๘/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๒) นายสมศักดิ์ ศิริสาคร ได้ถูกกล่าวหา

ว่า เป็นผู้เสนอให้จัดซื้อที่ดินของนายพิทักษ์ รังษีธรรม โดยติดต่อกับนายโชค วิจารณ์

ซึ่งไม่มีหนังสือมอบอำนาจที่ถูกต้อง มีลักษณะเป็นการติดต่อกับนายหน้าขายที่ดิน ไม่ได้

ติดต่อกับเจ้าของที่ดินโดยตรง และเสนอให้คณะกรรมการบริหารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

อนุมัติให้จัดซื้อเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งไม่ชอบด้วยข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วย

การซื้อ พ.ศ. ๒๕๒๙ มีมูลความผิดทางวินัย ฐานทุจริตต่อหน้าที่การงาน และฐานประพฤติชั่ว

อย่างร้ายแรงตามข้อ ๔๑ (๓) และ (๙) ของข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยระเบียบ

พนักงาน พ.ศ. ๒๕๑๗ ซึ่งข้อกล่าวหาอันนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย

ในครั้งที่สองนี้มีลักษณะความผิดที่ชัดเจนตรงตามข้อบังคับฯ ข้อกล่าวหาทั้งสองครั้ง

จึงมีความแตกต่างกัน

                        (๓) กรณีนายนพพงศ์  วิชัยดิษฐ และนายสมพงษ์ วรรณดิลก มีการตั้ง

ข้อกล่าวหาอันนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยในครั้งที่สอง (คำสั่งการไฟฟ้า

ส่วนภูมิภาค ที่ กฟภ. ๘/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๒) เพิ่มขึ้นจากข้อกล่าวหาในการ

ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยครั้งแรก (คำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ กฟภ. ๔/๒๕๔๑

ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๑) ถึง ๓ ข้อหา กล่าวคือ (๑) ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่การงานด้วย

ความอุตสาหะ ซื่อสัตย์ เที่ยงธรรม และประพฤติตนอยู่ในความสุจริต (๒) ฐานรายงานเท็จ

เป็นเหตุให้เสียหายแก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอย่างร้ายแรง และ(๓) ฐานประพฤติชั่ว

อย่างร้ายแรง  นอกจากนี้ มีข้อที่น่าสังเกตว่าการตั้งข้อกล่าวหาครั้งแรกนั้น ได้ตั้งข้อกล่าวหา

ที่เป็นการกระทำผิดวินัยไว้ไม่ชัดเจน อาทิเช่น ตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็น "การกระทำที่ส่อไป

ในทางทุจริตต่อหน้าที่" แทนที่จะตั้งข้อกล่าวหาให้ชัดเจนตามข้อบังคับฯ ว่าเป็นการ

"ทุจริตต่อหน้าที่การงาน" เป็นต้น

                        (๔) ในกรณีของนายสาโรจน์ เวชพันธุ์ และนายสุวิชา ประมูลวงศ์ มีการ

ตั้งข้อกล่าวหาอันนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยในครั้งแรก (คำสั่งการไฟฟ้า

ส่วนภูมิภาค ที่ กฟภ. ๔/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๑) ว่า ได้ดำเนินการตรวจสภาพ

ที่ดิน ตรวจวัดที่ดินและชำระเงินให้นายพิทักษ์ รังษีธรรม โดยมิชอบ ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อ

ประโยชน์แก่นายพิทักษ์ รังษีธรรม  ทั้ง ๆ ที่นายผลอง อำพลจันทร์ กรรมการตรวจรับ

ได้ทักท้วงว่าที่ดินดังกล่าวมีปัญหาไม่ควรตรวจรับ แต่ก็ยังร่วมตรวจรับตามความเห็นของ

ประธานกรรมการ (นายนพพงศ์ วิชัยดิษฐ) เป็นการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่

รายงานเท็จ ไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้เกิดผลดี

ด้วยความเอาใจใส่และรักษาประโยชน์ของทางราชการ เป็นเหตุให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อกล่าวหาในครั้งแรกนี้แล้ว จะเห็นว่า

ไม่ได้ระบุโดยชัดเจนว่าเป็นการกระทำผิดวินัยตามข้อบังคับฯข้อใด ส่วนการตั้งข้อกล่าวหา

อันนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยในครั้งที่สอง (คำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ที่ กฟภ. ๘/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๒) ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ลงนามตรวจรับที่ดิน

ทั้งที่ที่ดินไม่ได้มีการถมตามเงื่อนไข และไม่ได้สอบถามนายสมพงษ์ วรรณดิลก ผู้ตรวจ

วัดคำนวณเนื้อที่ว่าเนื้อที่ที่ดินครบถ้วนหรือไม่ มีมูลความผิดทางวินัย ฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติ

หน้าที่ตามระเบียบปฏิบัติของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าด้วย

ความเอาใจใส่และรักษาประโยชน์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค  ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่การงาน

ด้วยความอุตสาหะ ซื่อสัตย์ เที่ยงธรรม และประพฤติตนอยู่ในความสุจริต ฐานละเลย

ละทิ้งหน้าที่การงาน หรือประมาทเลินเล่อในหน้าที่การงาน เป็นเหตุให้เสียหายแก่การงาน

อย่างร้ายแรง ตามข้อ ๓๘*(๖)  (๑) และ (๖) และข้อ ๔๑*(๗)  (๗) ของข้อบังคับการไฟฟ้า

ส่วนภูมิภาค ว่าด้วยระเบียบพนักงาน พ.ศ. ๒๕๑๗ ซึ่งแตกต่างจากข้อกล่าวหาในครั้งแรก

                        ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ปรากฏว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการ

สอบสวนวินัยในครั้งที่สองตามคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ กฟภ. ๘/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๑

ตุลาคม ๒๕๔๒ มีการตั้งข้อกล่าวหาที่แตกต่างไปจากข้อกล่าวหาในคำสั่งแต่งตั้ง

คณะกรรมการสอบสวนวินัยในครั้งแรกตามคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ กฟภ. ๔/๒๕๔๑

ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๑ อันจะทำให้การดำเนินการสอบสวนมีความแตกต่างกัน

ตามข้อกล่าวหา คณะกรรมการกฤษฎีกา(กรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๔) จึงเห็นว่า

การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยในครั้งที่สองนี้ไม่เป็นการดำเนินการทางวินัย

ซ้ำกับการดำเนินการทางวินัยในครั้งแรก

                        ปัญหาที่สอง  คณะกรรมการสอบสวนมีอำนาจและหน้าที่ที่จะต้อง

ดำเนินการสอบสวนวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง ๖ ราย ตามคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ที่ กฟภ. ๘/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ หรือไม่ เพียงใด นั้น เมื่อได้วินิจฉัยในปัญหา

ที่หนึ่งแล้วว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ที่ กฟภ. ๘/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ ไม่เป็นการดำเนินการทางวินัยซ้ำแล้ว จึงเป็น

กรณีที่ผู้บังคับบัญชาตามข้อ ๕๕*(๘)  ของข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยระเบียบ

พนักงาน พ.ศ. ๒๕๑๗ ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนทางวินัยหรือต้อง

ดำเนินการเพื่อพิจารณาโทษพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทั้ง ๖ ราย ตามที่กำหนด

ไว้ในมาตรา ๑๙ ทวิ*(๙)  แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติ

มิชอบในวงราชการ พ.ศ. ๒๕๑๘ ประกอบกับมาตรา ๑๒๘*(๑๐)  แห่งพระราชบัญญัติประกอบ

รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเมื่อผู้บังคับบัญชา

ตามข้อ ๕๕ ของข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยระเบียบพนักงาน พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้มี

คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคทั้ง ๖ รายดังกล่าว

แล้ว  คณะกรรมการสอบสวนวินัยดังกล่าวก็ย่อมมีอำนาจและหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการ

สอบสวนวินัยผู้ถูกกล่าวหาทั้ง ๖ ราย ตามข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยระเบียบ

พนักงาน พ.ศ. ๒๕๑๗ ส่วนการสอบสวนทางวินัยดังกล่าว คณะกรรมการสอบสวนจะต้อง

นำสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการ ป.ป.ป. มาใช้เป็นหลักในการสอบสวนหรือไม่

หรือเมื่อได้ดำเนินการประการใดไปบ้างแล้ว จะต้องแจ้งคณะกรรมการป้องกันและ

ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(คณะกรรมการ ป.ป.ช.) อย่างไร หรือไม่ นั้น จะต้องเป็นไป

ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด ตามมาตรา ๑๒๘ แห่งพระราชบัญญัติประกอบ

รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒

 

                                                                        (ลงชื่อ)  อักขราทร จุฬารัตน

                                                                                 (นายอักขราทร  จุฬารัตน)

                                                                             เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

                  มกราคม ๒๕๔๓

-------------------------------------

            *(๑)  เอกสารประกอบการพิจารณาที่สำคัญ ได้แก่

                     (๑) สำเนาคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ กฟภ. ๔/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม

๒๕๔๑ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

                     (๒) สำเนาหนังสือสำนักงาน ป.ป.ป. ลับ ด่วนมาก ที่ นร ๑๕๐๔/๑๔๑๓๘ ลงวันที่

๓๐ กันยายน ๒๕๔๒ เรื่อง ขอให้ดำเนินการทางวินัย และ

                     (๓) สำเนาคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ กฟภ. ๘/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม

๒๕๔๒ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

            *(๒)  ได้แก่

                     (๑) สำเนาคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑๐๗/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๓ มีนาคม

๒๕๔๑ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการจัดซื้อที่ดินของการไฟฟ้าส่วน

ภูมิภาคจังหวัดภูเก็ต

                     (๒) สำเนาหนังสือคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ลับ ด่วนมาก ที่

มท ๐๒๐๘.๑/๑๓๔  ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๑ เรื่อง รายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณี

การจัดซื้อที่ดินสำหรับก่อสร้างสถานีไฟฟ้าป่าตอง อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต ของการไฟฟ้าส่วน

ภูมิภาค

                     (๓) สำเนาคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ ๒๖๐/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม

๒๕๔๑ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้าราชการ และ

                     (๔) สำเนาหนังสือประธานกรรมการสอบสวน ลับ ด่วนมาก ที่ มท ๐๒๐๓.๕/๓๒๙

ลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๑ เรื่อง การสอบสวนพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งถูกกล่าวหา

กระทำผิดวินัย

            *(๓)  ข้อ ๓๘  พนักงานต้องรักษาวินัยตามที่กำหนดต่อไปนี้โดยเคร่งครัด ผู้ใดฝ่าฝืนถือว่า

ผู้นั้นกระทำผิด และต้องรับโทษตามที่กล่าวไว้ในหมวด ๖ ว่าด้วยโทษผิดวินัยและการลงโทษ                    

                     (๑) ต้องสนับสนุนนโยบายของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคด้วยความบริสุทธิ์ใจ และต้อง

ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบปฏิบัติของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าด้วย

ความเอาใจใส่และรักษาประโยชน์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

                     (๒) ต้องสุภาพเรียบร้อย เชื่อฟัง และไม่แสดงความกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับ

บัญชา

                     (๓) ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย และ

ระเบียบหรือวิธีปฏิบัติของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ห้ามขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง

                     ถ้าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยระเบียบหรือวิธีปฏิบัติของการไฟฟ้าส่วน

ภูมิภาค หรืออาจเกิดเสียหายแก่การงาน หรือไม่อาจปฏิบัติได้เพราะเหตุใด ให้ผู้รับคำสั่งทำรายงาน

ชี้แจงผู้บังคับบัญชา ผู้สั่งเพื่อพิจารณาโดยด่วนอย่าให้เกิดเสียหายแก่การงาน ถ้าผู้บังคับบัญชาผู้สั่ง

สั่งมาประการใดก็ให้ปฏิบัติไปตามนั้น

                     (๔) ต้องไม่ปฏิบัติงานข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาที่สูงกว่า

ผู้บังคับบัญชาเหนือตนสั่งให้กระทำ หรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ

                      ในกรณีที่เป็นการเร่งด่วน และมีเหตุผลอันสมควรก็ให้ปฏิบัติได้เท่าที่จำเป็น แล้ว

รายงานการปฏิบัติงานนั้นให้ผู้บังคับบัญชาเหนือตนทราบโดยด่วน

                     (๕) ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่การงาน จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่การงานไม่ได้

                     (๖) ต้องปฏิบัติหน้าที่การงานด้วยความอุตสาหะ ซื่อสัตย์ เที่ยงธรรม และประพฤติ

ตนอยู่ในความสุจริต

                     (๗) ต้องไม่รายงานเท็จ ร้องทุกข์เท็จ หรืออุทธรณ์เท็จ

                     (๘) ต้องรักษาชื่อเสียงมิให้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว ห้ามประพฤติซึ่งอาจทำให้

เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แก่ตำแหน่งหน้าที่การงาน เช่น ประพฤติตนเป็นคนเสเพล เสพย์ของเมาจนไม่

สามารถครองสติได้ เสพย์ของเมาในขณะปฏิบัติหน้าที่การงานปกติ เสพย์สิ่งเสพย์ติดอันเป็นที่

รังเกียจแก่สังคม มีหนี้สินรุงรัง หมกมุ่นในการพนัน หรือกระทำความผิดอาญา

                     (๙) ต้องไม่กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์อย่างใด ๆ อันอาจ

เป็นทางให้เสียหาย หรือเสียความเที่ยงธรรม และเกียรติศักดิ์ในหน้าที่การงานของตนและการไฟฟ้า

ส่วนภูมิภาค

                     (๑๐) ต้องไม่เป็นตัวกระทำการในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือในกิจการใด ๆ ที่อาจนำ

ความเสียหายมาสู่หน้าที่การงานและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

                     (๑๑) ต้องต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรม และให้ความสงเคราะห์

แก่ผู้มาติดต่อในกิจการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคโดยสุภาพเรียบร้อยและไม่ชักช้า ห้ามดูหมิ่น

เหยียดหยามบุคคลใด ๆ ต้องรักษาความสามัคคีต่อประชาชน

                     (๑๒) ต้องรักษาความสามัคคีระหว่างพนักงาน และให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและ

กันในหน้าที่การงาน

                     (๑๓) ต้องรักษาความลับในการงาน

                     (๑๔) ต้องมีหน้าที่ดูแลระมัดระวังให้พนักงานผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามวินัย

ถ้ารู้อยู่ว่าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย ต้องดำเนินการตามความผิดนั้น ๆ

            *(๔)  โปรดดูเชิงอรรถที่ (๓), ข้างต้น

            *(๕)  ข้อ ๔๑  การลงโทษไล่ออกนั้นจะกระทำได้เมื่อพนักงานผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่าง

ร้ายแรงดังนี้

                     (๑) กระทำความผิดต้องรับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าจำคุกโดยคำพิพากษาถึง

ที่สุด เว้นแต่เป็นความผิดลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท

                     (๒) ต้องคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย เพราะทำหนี้สินขึ้นด้วยความทุจริต

หรือต้องคำพิพากษาในคดีแพ่ง อันเป็นการเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แก่ตำแหน่งหน้าที่การงานอย่าง

ร้ายแรง

                     (๓) ทุจริตต่อหน้าที่การงาน

                     (๔) รายงานเท็จ เป็นเหตุให้เสียหายแก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอย่างร้ายแรง

                     (๕) เปิดเผยความลับของการงาน เป็นเหตุให้เสียหายแก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

อย่างร้ายแรง

                     (๖) ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งโดยชอบด้วยระเบียบและวิธีปฏิบัติของการไฟฟ้า

ส่วนภูมิภาคเป็นเหตุให้เสียหายแก่การงานอย่างร้ายแรง

                     (๗) ละเลย ละทิ้งหน้าที่การงาน หรือประมาทเลินเล่อในหน้าที่การงาน เป็นเหตุให้

เสียหายแก่การงานอย่างร้ายแรง

                     (๘) ดูหมิ่นเหยียดหยาม กลั่นแกล้งใส่ความ หรือขู่เข็ญประชาชนอันเกี่ยวกับ

การงาน

                     (๙) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

                     ในกรณีเช่นว่านี้ให้ผู้บังคับบัญชาตามข้อ ๕๕ สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อ

ดำเนินการสอบสวนตามที่กล่าวไว้ในหมวด ๘ ว่าด้วยการสอบสวน แต่ถ้าพนักงานผู้กระทำผิดเป็น

พนักงานชั่วคราว ให้มีอำนาจสั่งลงโทษได้โดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

                     ถ้าพนักงานผู้ที่จะถูกดำเนินการสอบสวนดำรงตำแหน่งตั้งแต่ชั้นที่ปรึกษา

ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการฝ่าย หรือเทียบเท่าขึ้นไป ให้นำเสนอคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

เพื่อทราบ

            *(๖)  โปรดดูเชิงอรรถที่ (๓), ข้างต้น

            *(๗)  โปรดดูเชิงอรรถที่ (๕), ข้างต้น

            *(๘)  ข้อ ๕๕  การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ให้ผู้บังคับบัญชาดังต่อไปนี้เป็นผู้มี

อำนาจแต่งตั้ง

                     (๑) ประธานกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพนักงานทุกตำแหน่ง

                     (๒) ผู้ว่าการมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพนักงานตั้งแต่ชั้นผู้อำนวยการ

ฝ่าย หรือผู้ที่ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าลงมา

                     (๓) รองผู้ว่าการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ผู้อำนวยการฝ่าย หรือผู้บังคับบัญชาที่ดำรง

ตำแหน่งเทียบเท่ามีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อสอบสวนพนักงานในบังคับบัญชา

ที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ชั้นผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าลงมา

                     (๔) ผู้อำนวยการกอง หัวหน้ากองหรือผู้บังคับบัญชาที่ดำรงตำแหน่งเทียบเท่ามี

อำนาจสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อสอบสวนพนักงานในบังคับบัญชาที่ดำรงตำแหน่ง

ตั้งแต่ชั้นหัวหน้าแผนกหรือเทียบเท่าลงมา

                     ทั้งนี้ ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตาม (๓) และ (๔) รายงานเสนอตาม

ลำดับให้ผู้ว่าการทราบ พร้อมกับคำสั่งแต่งตั้งด้วย

            *(๙)  มาตรา ๑๙ ทวิ  เมื่อผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับเรื่องตามมาตรา ๑๙

แล้วต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนทางวินัย หรือต้องดำเนินการเพื่อพิจารณาโทษ

เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว เมื่อผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการ

ประการใดไปบ้างแล้ว ให้แจ้งคณะกรรมการทราบผลทุกสามสิบวัน

                      ในการสอบสวนทางวินัยตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการสอบสวนนำสำนวนการ

สอบสวนของคณะกรรมการมาใช้เป็นหลักในการสอบสวน และทำความเห็นเสนอผู้สั่งแต่งตั้ง

คณะกรรมการสอบสวนด้วย และในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นขัดแย้งกับมติของ

คณะกรรมการ ก็ให้แสดงเหตุผลไว้ในสำนวนการสอบสวนทางวินัยนั้นด้วย

            *(๑๐) มาตรา ๑๒๘  บรรดาเรื่องกล่าวหาร้องเรียนเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ใน

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการได้รับ

ไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และอยู่ระหว่างการดำเนินการตาม

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ. ๒๕๑๘

ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการตามพระราชบัญญัติ

ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ โดยให้การดำเนินการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

และประพฤติมิชอบในวงราชการที่กระทำมาแล้วเป็นอันใช้ได้ ส่วนการดำเนินการต่อไปให้เป็นไป

ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกำหนด

                        ในกรณีที่เรื่องกล่าวหาร้องเรียนตามวรรคหนึ่งเป็นเรื่องที่คณะกรรมการป้องกัน

และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการมีมติว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐประพฤติมิชอบ

ในวงราชการ ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชา

หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

 

 

ชไมพร/แก้ไข

๓ กรกฎาคม ๒๕๔๕

A+B(C)