เลขเสร็จ

๒๘๘/๒๕๔๓

เรื่อง

                                                        บันทึก

               เรื่อง วิธีการชำระค่าปรับของผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถตาม

                        พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒

                                                      --------

เนื้อหา

                        สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีหนังสือ ที่ ตช ๐๐๐๒.๔๑/๓๒๙๖ ลงวันที่ ๒๒

มีนาคม ๒๕๔๒ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ความว่า ในปัจจุบันสำนักงานตำรวจ

แห่งชาติ ได้ออกข้อกำหนดกรมตำรวจ เรื่อง การชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ แบบใบสั่งและ

กำหนดจำนวนค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก

พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบกที่ประสงค์

จะชำระค่าปรับทางไปรษณีย์และอนุวัตรให้เป็นไปตามกฎหมายในการชำระค่าปรับตามใบสั่ง

ของเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติ

จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ในส่วนซึ่งบัญญัติให้ผู้กระทำผิดชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ได้นั้น

มีวัตถุประสงค์ในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เพื่อเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในกรณี

ที่ประชาชนผู้กระทำความผิดไม่ต้องการชำระค่าปรับต่อพนักงานสอบสวนจะเลือกชำระค่าปรับ

ทางไปรษณีย์ก็ได้

                        อย่างไรก็ตาม แม้จะได้กำหนดให้ชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ได้อีกวิธีหนึ่ง

การชำระค่าปรับก็ยังมีจำนวนน้อย ซึ่งอาจเกิดจากความไม่สะดวกในการเดินทางไปติดต่อกับ

ทางหน่วยราชการ เนื่องจากปัญหาที่จอดรถหรือสภาพปัญหาทางด้านการจราจร ทั้งห้วงเวลา

จะต้องกระทำการในระหว่างเวลาราชการ ซึ่งจะไม่เป็นการสะดวกในการไปติดต่อชำระค่าปรับ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมีแนวคิดเพื่อให้เกิดความสะดวกต่อประชาชนมากยิ่งขึ้นในการ

ชำระค่าปรับตามใบสั่ง โดยได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินการ

ว่า ตามเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติการจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๔๑ ผู้ขับขี่หรือ

เจ้าของรถซึ่งได้รับใบสั่งจะสามารถมอบหมายให้บุคคลอื่นไปชำระค่าปรับแทนได้หรือไม่

เนื่องจากปัจจุบันการชำระค่าปรับนั้นจะชำระตามจำนวนที่กำหนดไว้ในใบสั่ง โดยรูปแบบของ

ใบสั่งจะกำหนดรูปแบบของบันทึกการเปรียบเทียบไว้หลังใบสั่ง เพื่อให้ผู้ชำระค่าปรับลงนาม

รับทราบข้อกล่าวหา ขอให้การรับสารภาพ และยินยอมชำระค่าปรับโดยที่ประชุมได้พิจารณา

ปัญหาดังกล่าวแล้ว มีความเห็นในข้อกฎหมายตามมาตรา ๑๔๑ แห่งพระราชบัญญัติจราจร

ทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็น ๒ นัย คือ

                        ความเห็นที่ ๑

                        (๑) เดิมพระราชบัญญัติจราจรทางบก พุทธศักราช ๒๔๗๗ (แก้ไขเพิ่มเติมโดย

ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๙ พ.ศ. ๒๕๑๕) มาตรา ๖๔, มาตรา ๖๔ ทวิ และพระราชบัญญัติ

จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๔๐, มาตรา ๑๔๑ มีบทบัญญัติกำหนดให้ผู้ได้รับใบสั่งไป

รายงานตัว ณ สถานีตำรวจ แต่ปัจจุบันบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวได้ถูกยกเลิกแล้ว

                        (๒) ต่อมาปี ๒๕๓๕ ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่

๔) พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยมาตรา ๑๔๐, มาตรา ๑๔๑ ไม่มีบทบัญญัติกำหนดให้ผู้รับใบสั่งต้องไป

รายงานตัวดังเช่นกฎหมายเดิม คงกำหนดให้ผู้รับใบสั่งชำระค่าปรับตามจำนวนที่กำหนดไว้ใน

ใบสั่งหรือตามจำนวนที่พนักงานสอบสวนแจ้งให้ทราบ ณ สถานที่ที่ระบุไว้ในใบสั่ง หรือชำระ

ค่าปรับทางไปรษณีย์

                        (๓) เมื่อพิจารณาเทียบเคียงบทบัญญัติของกฎหมายเดิม และกฎหมายใหม่ที่ใช้

บังคับอยู่ในปัจจุบัน เห็นได้ว่า การที่กฎหมายใหม่ไม่มีบทบัญญัติกำหนดให้ต้องมีการรายงานตัว

ณ สถานีตำรวจดังที่กำหนดไว้ในกฎหมายเดิม ก็โดยมีเจตนารมณ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่

ประชาชนผู้ที่ได้รับใบสั่งที่จะไม่ต้องไปรายงานตัวเพื่อชำระค่าปรับ ณ สถานีตำรวจก็ได้ กอปรกับ

กฎหมายจราจรมิใช่กฎหมายอาญาโดยแท้ ดังจะเห็นได้จากการที่ให้เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจ

ว่ากล่าวตักเตือนหรือออกใบสั่งให้ชำระค่าปรับในกรณีที่มีการฝ่าฝืนกฎหมายแล้วแต่กรณี

ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายอาญาอื่น ๆ ทั่วไป จึงเห็นว่าเมื่อกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีบทบัญญัติ

เปลี่ยนแปลงจากกฎหมายเดิม จึงน่าจะเป็นเรื่องที่กฎหมายไม่มีความประสงค์ให้ต้องมีการ

ไปชำระค่าปรับ ณ สถานีตำรวจไว้อย่างเคร่งครัดดังเช่นเดิมอีกต่อไป ดังนั้น การที่ผู้รับใบสั่ง

ลงนามรับสารภาพแล้วยินยอมที่จะชำระค่าปรับตามจำนวนที่ได้กำหนดไว้ในใบสั่งแล้ว มอบหมาย

ให้ผู้อื่นนำใบสั่งนั้นไปชำระค่าปรับ ณ สถานีตำรวจแทนตน แล้วรับใบขับขี่และใบเสร็จรับเงิน

กลับมาคืนให้แก่ผู้ที่รับใบสั่งนั้น ๆ จึงน่าจะกระทำได้

                        ความเห็นที่ ๒

                        การชำระค่าปรับคดีจราจรโดยมอบให้ผู้อื่นไปชำระค่าปรับแทน จะเป็นหลักการ

ที่ก่อให้เกิดความสะดวกก็ตาม แต่เนื่องจากการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาจะต้องยึดถือหลักกฎหมาย

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาปรับใช้ กล่าวคือ

                        (๑) การเปรียบเทียบปรับคือการสอบสวนคดีอาญา และการสอบสวนจะต้อง

เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พนักงานสอบสวนจะต้องทำการสอบสวน

ผู้ต้องหาที่มาปรากฏต่อหน้าแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ จะมีการควบคุมตัวหรือไม่แล้วแต่ข้อกล่าวหา

ที่กฎหมายบัญญัติอัตราโทษเอาไว้ แต่ในเบื้องต้นแล้วพนักงานสอบสวนจะต้องทำการสอบสวน

ไปตามขบวนการจนกระทั่งมีความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องแล้วสรุปสำนวนการสอบสวน

ส่งไปยังพนักงานอัยการ สำหรับการเปรียบเทียบปรับนั้น เมื่อดำเนินการเปรียบเทียบปรับแล้ว

พนักงานสอบสวนยังคงต้องส่งบันทึกการเปรียบเทียบให้พนักงานอัยการตามประมวลกฎหมาย

วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๒ เรื่องนี้ยังคงต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย หากการ

เปรียบเทียบไม่ชอบก็เท่ากับการสอบสวนไม่ชอบและเป็นผลให้การเปรียบเทียบปรับดังกล่าว

เป็นการไม่ชอบตามกฎหมายไปด้วย

                        (๒) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นกฎหมายลำดับรองลงมา

จากกฎหมายอาญาอื่น ซึ่งมีอำนาจการเปรียบเทียบปรับในลักษณะของคดีลหุโทษ ซึ่งเป็นคดีที่มี

อัตราโทษต่ำ โดยในมาตรา ๑๔๑(๑) เป็นหลักการปกติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ

อาญา คือ ต้องไปพบพนักงานสอบสวนตามหลักทั่วไปของการสอบสวน ส่วนตามมาตรา ๑๔๑(๒)

เป็นเรื่องข้อยกเว้นที่ถือว่ากฎหมายพิเศษยกเว้นจากหลักการทั่วไปที่ต้องปฏิบัติตามประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยให้ผู้ต้องหาที่รับใบสั่งไม่จำเป็นต้องไปพบพนักงาน

สอบสวนก็ได้ หากเป็นกรณีที่ประสงค์จะชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ แต่ทั้งนี้ ในส่วนของบันทึก

การเปรียบเทียบปรับก็ยังจำเป็นที่จะต้องส่งให้พนักงานอัยการตามนัยประมวลกฎหมาย

วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๒ ดังที่ได้กำหนดรูปแบบของบันทึกการเปรียบเทียบไว้หลัง

ใบสั่งจราจร เพื่อให้ผู้ชำระค่าปรับนั้นลงนามและถือว่าสมบูรณ์เพียงพอที่จะรับทราบข้อกล่าวหา

ผู้ต้องหารับทราบข้อกล่าวหา ขอให้การรับสารภาพและยินยอมชำระค่าปรับตามข้อกำหนด

กรมตำรวจ พร้อมนี้ได้ส่งธนาณัติหรือตั๋วแลกเงินมาเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ตรงหลังใบสั่ง

จะเป็นข้อยกเว้นที่กฎหมายออกมายกเว้นให้

                        (๓) ดังนั้น กรณีที่ให้มีการชำระค่าปรับโดยมอบหมายให้ผู้อื่นไปชำระแทน

จึงไม่น่ากระทำได้ เพราะจะทำให้เป็นการเปรียบเทียบโดยไม่ชอบตามหลักการของประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

                        สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า  มาตรา ๑๔๑ (๑) แห่ง

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก

(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นปัญหาข้อกฎหมายสำคัญ สมควรได้รับการวินิจฉัยจากสำนักงาน

คณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อให้ได้ข้อยุติและเป็นแนวทางปฏิบัติ จึงขอหารือดังนี้

                        ๑. ตามมาตรา ๑๔๑(๑) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่ง

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕ การชำระค่าปรับตาม

จำนวนที่ระบุไว้ในใบสั่งนั้น หากรูปแบบของใบสั่งได้กำหนดรูปแบบของบันทึกการเปรียบเทียบ

ไว้หลังใบสั่งเพื่อให้ผู้ชำระค่าปรับลงนามจะถือว่าสมบูรณ์เพียงพอที่จะรับทราบข้อกล่าวหา

ซึ่งเมื่อผู้ต้องหารับทราบข้อหาแล้วและให้การรับสารภาพ พร้อมยินยอมชำระค่าปรับตาม

ข้อกำหนดกรมตำรวจแล้ว สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นนำใบสั่งนั้นไปชำระค่าปรับ ณ สถานี

ตำรวจแทนตน แล้วรับใบขับขี่และใบเสร็จรับเงินกลับคืนมาให้แก่ผู้ที่รับใบสั่ง จะกระทำได้

หรือไม่

                        ๒. ตามมาตรา ๑๔๑ (๑) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕ คำว่า "สถานที่

ที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" นั้น สถานที่ดังกล่าวจะหมายความถึง

สถานที่เช่นใดและมีขอบเขตในการกำหนดหรือไม่

                        คณะกรรมการกฤษฎีกา(กรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๙) ได้พิจารณาปัญหาตาม

ข้อหารือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยรับฟังคำชี้แจงของผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ด้วยแล้ว มีความเห็นดังนี้

                        ๑. สำหรับปัญหาประการแรก เห็นว่า การเปรียบเทียบคดีอาญานั้น ผู้ต้องหา

จะต้องยินยอมให้เปรียบเทียบ พนักงานสอบสวนจึงจะเปรียบเทียบได้ตามมาตรา ๔*(๑) แห่ง

พระราชบัญญัติการเปรียบเทียบคดีอาญา พุทธศักราช ๒๔๘๑ หรือมาตรา ๓๗*(๒) และ

มาตรา ๓๘*(๓) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แล้วแต่กรณี สำหรับการ

เปรียบเทียบคดีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯนั้น เมื่อผู้ต้องหาลงชื่อแสดง

ความยินยอมในใบสั่งแล้ว ผู้ต้องหาไม่ต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้พนักงาน

สอบสวนแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบตามมาตรา ๑๓๔*(๔) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

ความอาญา ซึ่งเป็นหลักกฎหมายทั่วไปที่กำหนดขั้นตอนแรกในการสอบสวนคดีอาญาไว้

เพราะมาตรา ๑๔๑*(๕) (๑) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษได้

บัญญัติให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถสามารถชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบไว้ในใบสั่ง ณ สถานที่

และภายในวัน เวลา ที่ระบุไว้ในใบสั่งได้โดยไม่ต้องไปรายงานตัว เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติ

จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๔)

พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่ประสงค์จะยกเว้นหลักทั่วไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาใน

เรื่องนี้ ย่อมเห็นได้จากการพิเคราะห์บทบัญญัติ ในมาตรา ๑๔๐*(๖) และมาตรา ๑๔๑*(๗)

แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่เดิมบัญญัติให้เจ้าพนักงานจราจรและพนักงาน

เจ้าหน้าที่มีอำนาจว่ากล่าวตักเตือนหรือออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ไปยังสถานีตำรวจหรือที่ทำการของ

เจ้าพนักงานจราจรได้ ในกรณีที่พบว่าผู้ขับขี่นั้นฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ และ

ผู้ขับขี่ซึ่งได้รับใบสั่งดังกล่าวต้องไปรายงานตัว ณ สถานที่ที่ระบุไว้ในใบสั่ง ซึ่งเป็นหลักการ

ทำนองเดียวกับมาตรา ๑๓๔*(๘) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ส่วนการ

เปรียบเทียบนั้นมาตรา ๑๔๕ (๙) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติให้พนักงานสอบสวน

ผู้มีอำนาจทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นผู้มีอำนาจ

เปรียบเทียบคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ได้ เว้นแต่ความผิดตามมาตรา ๑๖๐ วรรคสอง

ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๔๐ และมาตรา ๑๔๑ โดย

พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕*(๑๐) ที่ยกเลิกหลักการเดิมที่ให้ผู้ขับขี่

หรือเจ้าของรถที่รับใบสั่งต้องไปรายงานตัว ณ สถานีตำรวจ ซึ่งมาตรา ๑๔๐*(๑๑) ที่แก้ไขแล้ว

ได้บัญญัติให้เจ้าพนักงานจราจรและพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจว่ากล่าวตักเตือนหรือออกใบสั่ง

ให้ผู้ขับขี่ซึ่งกระทำผิดนั้นชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบโดยกำหนดค่าปรับตามหลักเกณฑ์

ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนดแทนการออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ไปรายงานตัวยังสถานีตำรวจ

หรือที่ทำการของเจ้าพนักงานจราจร และในมาตรา ๑๔๑*(๑๒) ที่แก้ไขแล้ว ก็ได้บัญญัติให้

ผู้ขับขี่นั้นสามารถที่จะเลือกชำระค่าปรับตามจำนวนที่ระบุไว้ในใบสั่งหรือตามจำนวนที่พนักงาน

สอบสวนแจ้งให้ทราบ ณ สถานที่ที่ระบุไว้ในใบสั่งหรือสถานที่อื่นตามที่จะได้มีการประกาศ

กำหนดในราชกิจจานุเบกษา หรือชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ตามจำนวนที่ระบุไว้ในใบสั่งโดย

การส่งธนาณัติหรือตั๋วแลกเงินของธนาคารก็ได้ ทั้งนี้ ไม่ได้บัญญัติให้ผู้ขับขี่ต้องไปรายงานตัว

ดังเช่นที่บัญญัติไว้เดิมแต่อย่างใด ส่วนมาตรา ๑๔๕*(๑๓) ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ยังคงบัญญัติ

ให้พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็น

ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบได้เช่นเดิมด้วย แต่ได้เพิ่มฐานความผิดที่ห้ามเปรียบเทียบให้มากขึ้น

ด้วยเหตุผลดังกล่าว คณะกรรมการกฤษฎีกา(กรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๙) จึงมีความเห็นว่า

เมื่อผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถซึ่งได้รับใบสั่งได้ลงชื่อยินยอมให้เปรียบเทียบในใบสั่งแล้ว

บุคคลดังกล่าวอาจให้ผู้อื่นนำใบสั่งพร้อมค่าปรับไปชำระตามมาตรา ๑๔๑*(๑๔) (๑) แห่ง

พระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ ได้ ดังนั้น หากรูปแบบของใบสั่ง ได้กำหนดรูปแบบของบันทึก

การเปรียบเทียบไว้หลังใบสั่ง เพื่อให้ผู้ชำระค่าปรับลงนามก็ย่อมถือได้ว่าสมบูรณ์เพียงพอที่จะ

รับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งเมื่อผู้ต้องหารับทราบข้อหาและให้การรับสารภาพ พร้อมยินยอมชำระ

ค่าปรับตามข้อกำหนดกรมตำรวจแล้ว สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นนำใบสั่งนั้นไปชำระค่าปรับ

ณ สถานีตำรวจในนามของตน แล้วรับใบขับขี่และใบเสร็จรับเงินกลับคืนให้แก่ผู้ที่รับใบสั่งได้

                        ๒. สำหรับปัญหาประการที่สอง เห็นว่า มาตรา ๑๔๐*(๑๕) และมาตรา ๑๔๑

แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก

(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้บัญญัติยกเว้นหลักในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

เฉพาะกรณีผู้ต้องหาไม่ต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจเปรียบเทียบเท่านั้น

แต่มาตรา ๑๔๑ (๑) มิได้บัญญัติโดยชัดแจ้งเพื่อยกเว้นในเรื่องสถานที่ในการชำระค่าปรับว่าจะ

เป็นสถานที่อื่นนอกจากที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้มีเขตอำนาจได้ ส่วนกรณีของมาตรา ๑๔๑

(๒) ก็มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสถานที่เช่นเดียวกัน โดยผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถที่รับใบสั่งสามารถที่จะ

ชำระค่าปรับโดยการส่งทางธนาณัติ หรือการส่งตั๋วแลกเงินของธนาคารทางไปรษณีย์ลงทะเบียนได้

โดยค่าปรับโดยการส่งทางธนาณัติ หรือการส่งตั๋วแลกเงินของธนาคารทางไปรษณีย์ลงทะเบียนได้

โดยส่งไปยังสถานที่ที่ระบุในใบสั่ง ซึ่งในทางปฏิบัติ ได้แก่สถานที่ทำการของพนักงานสอบสวน

ผู้มีเขตอำนาจเช่นกัน และยังได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการคืนใบอนุญาตขับขี่ไว้โดยชัดเจนด้วยว่า

เมื่อผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามใบสั่งเรียบร้อยแล้วก็จะต้องคืนใบอนุญาตขับขี่นั้นให้แก่ผู้ขับขี่ หรือ

หากยังไม่อาจคืนได้ในทันทีก็จะต้องมีการออกใบรับให้ไว้แก่ผู้ขับขี่เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่า

มีการชำระค่าปรับแล้ว และจัดส่งใบอนุญาตขับขี่นั้นคืนให้แก่ผู้ขับขี่ในภายหลัง โดยในระหว่างนั้น

ผู้ขับขี่สามารถใช้ใบรับดังกล่าวแทนใบอนุญาตขับขี่ได้ตามกฎหมาย ดังนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา

(กรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๙) จึงมีความเห็นว่า สถานที่ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะประกาศ

กำหนดตามมาตรา ๑๔๑*(๑๖) (๑) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ ได้นั้น ได้แก่สถานีตำรวจ

อันเป็นที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้มีเขตอำนาจ หรือพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามที่

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมอบหมาย เพื่อให้พนักงานสอบสวนดังกล่าวดำเนินการเปรียบเทียบ

ให้เสร็จสิ้นแล้วส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาสั่งการตามประมวลกฎหมาย

วิธีพิจารณาความอาญาและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

                                                (ลงชื่อ)  ชัยวัฒน์ วงศ์วัฒนศานต์

                                                     (นายชัยวัฒน์ วงศ์วัฒนศานต์)

                                                        เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

              มิถุนายน ๒๕๔๓

------------------------------------------

            *(๑) พระราชบัญญัติการเปรียบเทียบคดีอาญา พุทธศักราช ๒๔๘๑

                    มาตรา ๔ ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษ หรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่า

ความผิดลหุโทษ หรือคดีที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ให้พนักงาน

สอบสวนผู้มีอำนาจทำการสอบสวนคดีนั้นมีอำนาจเปรียบเทียบได้ตามประมวลกฎหมาย

วิธีพิจารณาความอาญา

            *(๒) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

                    มาตรา ๓๗ คดีอาญาเลิกกันได้ ดังต่อไปนี้

                    (๑) ในคดีมีโทษปรับสถานเดียว เมื่อผู้กระทำผิดยินยอมเสียค่าปรับในอัตรา

อย่างสูง สำหรับความผิดนั้นแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนศาลพิจารณา

                    (๒) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิด

ลหุโทษหรือคดีอื่นที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือความผิดต่อกฎหมาย

เกี่ยวกับภาษีอากร ซึ่งมีโทษปรับอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่

พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว

                    (๓) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิด

ลหุโทษหรือคดีที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งเกิดในกรุงเทพมหานคร

เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่นายตำรวจประจำท้องที่ตั้งแต่ตำแหน่งสารวัตรขึ้นไป หรือ

นายตำรวจชั้นสัญญาบัตรผู้ทำการในตำแหน่งนั้น ๆ ได้เปรียบเทียบแล้ว

                    (๔) ในคดีซึ่งเปรียบเทียบได้ตามกฎหมายอื่น เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตาม

คำเปรียบเทียบของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว

            *(๓) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

                    มาตรา ๓๘ ความผิดตามอนุมาตรา (๒) (๓) และ (๔) แห่งมาตราก่อน

ถ้าเจ้าพนักงานดังกล่าวในมาตรานั้นเห็นว่า ผู้ต้องหาไม่ควรได้รับโทษถึงจำคุกให้มีอำนาจ

เปรียบเทียบดังนี้

                    (๑) ให้กำหนดค่าปรับซึ่งผู้ต้องหาจะพึงชำระ ถ้าผู้ต้องหาและผู้เสียหายยินยอม

ตามนั้น เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระเงินค่าปรับตามจำนวนที่เจ้าหน้าที่กำหนดให้ภายในเวลาอัน

สมควรแต่ไม่เกินสิบห้าวันแล้วคดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาด

                    ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบ หรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชำระเงิน

ค่าปรับภายในเวลากำหนดในวรรคก่อน ให้ดำเนินคดีต่อไป

                    (๒) ในคดีมีค่าทดแทน ถ้าผู้เสียหายและผู้ต้องหายินยอมให้เปรียบเทียบ

ให้เจ้าหน้าที่กะจำนวนตามที่เห็นควรหรือตามที่คู่ความตกลงกัน

            *(๔) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

                    มาตรา ๑๓๔ เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียก หรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง

หรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าเจ้าพนักงานเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว นามสกุล ชาติ

บังคับ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งข้อหาให้ทราบ และต้องบอกให้ทราบก่อนว่า

ถ้อยคำที่ผู้ต้องหากล่าวนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันเขาในการพิจารณาได้ เมื่อผู้ต้องหา

เต็มใจให้การอย่างใดก็ให้จดคำให้การไว้ ถ้าผู้ต้องหาไม่เต็มใจให้การเลยก็ให้บันทึกไว้

            *(๕) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ

(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕

                    มาตรา ๑๔๑ ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถซึ่งได้รับใบสั่งตามมาตรา ๑๔๐ อาจเลือก

ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

                    (๑) ชำระค่าปรับตามจำนวนที่ระบุไว้ในใบสั่งหรือตามจำนวนที่พนักงานสอบสวน

แจ้งให้ทราบ ณ สถานที่ที่ระบุไว้ในใบสั่งหรือสถานที่ที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจา

นุเบกษาภายในวัน เวลา ที่ระบุไว้ในใบสั่ง

                    (๒) ชำระค่าปรับตามจำนวนที่ระบุไว้ในใบสั่งโดยการส่งธนาณัติ หรือการส่ง

ตั๋วแลกเงินของธนาคารโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียน สั่งจ่ายให้แก่อธิบดีพร้อมด้วยสำเนา

ใบสั่งไปยังสถานที่ และภายในเวลาที่ระบุไว้ในใบสั่ง เมื่อผู้ได้รับใบสั่งได้ชำระค่าปรับครบถ้วน

ถูกต้องแล้วให้คดีเป็นอันเลิกกันและในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ได้

เรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้ ให้เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานสอบสวนรีบจัดส่งใบอนุญาตขับขี่

ที่เรียกเก็บไว้คืนให้แก่ผู้ได้รับใบสั่งโดยเร็ว และให้ถือว่าใบรับการส่งธนาณัติ หรือใบรับการส่ง

ตั๋วแลกเงินประกอบกับใบสั่งเป็นใบแทนใบอนุญาตขับขี่ได้เป็นเวลาสิบวันนับแต่วันที่ส่งธนาณัติ

หรือตั๋วแลกเงินดังกล่าว วิธีการชำระค่าปรับโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน และวิธีการส่ง

ใบอนุญาตขับขี่คืนให้แก่ผู้ได้รับใบสั่งให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด

            *(๖) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒

                    มาตรา ๑๔๐ เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ขับขี่ผู้ใด

ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้น ๆ จะว่ากล่าว

ตักเตือนผู้ขับขี่ หรือออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ไปยังสถานีตำรวจหรือที่ทำการของเจ้าพนักงานจราจร

ก็ได้ ยกเว้นความผิดที่กำหนดโทษไว้ในมาตรา ๑๖๐ มิให้ว่ากล่าวตักเตือน ในกรณีที่ไม่พบตัว

ผู้ขับขี่ ก็ให้ติดใบสั่งไว้ที่รถที่ผู้ขับขี่เห็นได้ง่าย

                    ในการออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ไปยังสถานีตำรวจหรือที่ทำการของเจ้าพนักงานจราจร

เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราว

โดยออกใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ก็ได้ แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องรีบนำใบอนุญาตขับขี่ที่เรียก

เก็บไว้ไปส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานตามมาตรา ๑๔๕ ภายในแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ออกใบสั่ง

                    ใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ที่ออกให้ตามวรรคสองให้ใช้แทนใบอนุญาตขับขี่ได้

เป็นการชั่วคราวไม่เกินเจ็ดวัน เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคสองได้ว่ากล่าวตักเตือน หรือ

ทำการเปรียบเทียบและผู้ขับขี่ได้ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบแล้ว ให้คืนใบอนุญาตขับขี่ทันที

เว้นแต่เป็นกรณีที่จะดำเนินการเพื่อสั่งยึดตามมาตรา ๑๖๑ ก็ให้เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงาน

เจ้าหน้าที่ออกใบแทนใบอนุญาตขับขี่ได้ไม่เกินสิบห้าวัน

                    ใบสั่งและใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ ให้ทำตามแบบที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด

            *(๗)  พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒

                    มาตรา ๑๔๑ ให้ผู้ขับขี่ซึ่งได้รับใบสั่งตามมาตรา ๑๔๐ ไปรายงานตัว ณ สถานที่

ที่ระบุไว้ในใบสั่งนั้นภายในเจ็ดวันนับแต่เวลาที่เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ออก

ใบสั่งได้ล่วงพ้นไปแล้วแปดชั่วโมง

            *(๘) โปรดดูเชิงอรรถที่ (๔), ข้างต้น

            *(๙) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒

                    มาตรา ๑๔๕ บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้นอกจากความผิดที่กำหนด

โทษไว้ในมาตรา ๑๖๐ วรรคสอง ให้พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจทำการสอบสวนตามประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอำนาจเปรียบเทียบหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้

            *(๑๐) ในชั้นที่กระทรวงมหาดไทยเสนอร่างพระราชบัญญัติจราจรทางบก

(ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการในการแก้ไขเพิ่มเติม

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ นั้น กระทรวงมหาดไทยไม่ได้เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติม

ในส่วนของการออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ไปยังสถานีตำรวจหรือที่ทำการของเจ้าพนักงานจราจร และ

การบังคับให้ผู้ขับขี่ต้องไปรายงานตัว ณ สถานที่ที่ระบุไว้ในใบสั่ง แต่ได้เพิ่มเติมวิธีการในการ

ชำระค่าปรับโดยให้ผู้ขับขี่ชำระทางไปรษณีย์หรือวิธีอื่นที่อธิบดีกรมตำรวจ(ชื่อตำแหน่งใน

ขณะนั้น)ประกาศกำหนดก็ได้ คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีมติอนุมัติหลักการตามที่กระทรวง

มหาดไทยเสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาในร่างพระราชบัญญัติ

ซึ่งผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วนั้นก็ยังคงหลักการใน

เรื่องนี้ไว้ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ แต่ได้มีการส่งร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการตรวจ

พิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วนั้นให้คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอ

คณะรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายสังคมและรองนายกรัฐมนตรี (นายมีชัย ฤชุพันธ์) พิจารณา

หลังจากนั้นก็ได้มีการส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวกลับมาให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่งเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกำหนดมาตรการในการป้องกันและ

แก้ไขมลพิษทางอากาศและเสียง รวมทั้งอำนาจของเจ้าพนักงานจราจรในการเปรียบเทียบปรับ

และการกำหนดค่าปรับในใบสั่ง โดยถือเอาประโยชน์จากการที่ให้ชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ได้

ซึ่งในที่สุดก็ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยตัดการให้ออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ไปยังสถานีตำรวจหรือ

ที่ทำการของเจ้าพนักงานจราจรและการบังคับและให้ผู้ขับขี่ต้องไปรายงานตัวออกไป คงเหลือ

แต่การให้ชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ หรือชำระ ณ สถานที่ที่ระบุไว้ในใบสั่งหรือสถานที่อื่นตามที่

มีการประกาศกำหนดังปรากฏตามบทบัญญัติมาตรา ๑๔๐ และมาตรา ๑๔๑ ที่ใช้บังคับอยู่ใน

ปัจจุบัน

            *(๑๑) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ

(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕

                      มาตรา ๑๔๐ เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืน

หรือไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้น ๆ จะว่ากล่าว

ตักเตือนผู้ขับขี่ หรือออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบก็ได้ ในกรณีที่ไม่พบตัว

ผู้ขับขี่ก็ให้ติดหรือผูกใบสั่งไว้ที่รถที่ผู้ขับขี่เห็นได้ง่าย

                      สำหรับความผิดที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๕๗ ทวิ มาตรา ๑๕๙ มาตรา ๑๖๐ และ

มาตรา ๑๖๐ ทวิ ห้ามมิให้ว่ากล่าวตักเตือนหรือทำการเปรียบเทียบ ในการออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่

ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบตามวรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะ

เรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราวก็ได้ แต่ต้องออกใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ให้แก่

ผู้ขับขี่ไว้และเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องรีบนำใบอนุญาตขับขี่ที่เรียกเก็บไว้

ไปส่งมอบพนักงานสอบสวนภายในแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ออกใบสั่ง

                      ใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ที่ออกให้ตามวรรคสามให้ใช้แทนใบอนุญาตขับขี่ได้

เป็นการชั่วคราวไม่เกินเจ็ดวัน เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือพนักงาน

สอบสวนได้ว่ากล่าวตักเตือนหรือทำการเปรียบเทียบปรับ และผู้ขับขี่ได้ชำระค่าปรับตามที่

เปรียบเทียบแล้ว ให้คืนใบอนุญาตขับขี่ทันที

                      ในกรณีเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบสั่งแต่ไม่พบตัวผู้ขับขี่

ให้สันนิษฐานว่า เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถเป็นผู้กระทำผิดดังกล่าว เว้นแต่สามารถพิสูจน์

ได้ว่าผู้อื่นเป็นผู้ขับขี่

                      การกำหนดจำนวนค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดี

กำหนดใบสั่งและใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ ให้ทำตามแบบที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด

            *(๑๒) โปรดดูเชิงอรรถที่ ๕, ข้างต้น

            *(๑๓) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ

(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕

                      มาตรา ๑๔๕ บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้นอกจากความผิดที่กำหนด

โทษไว้ในมาตรา ๑๕๗ ทวิ มาตรา ๑๕๙ มาตรา ๑๖๐ และมาตรา ๑๖๐ ทวิ ให้พนักงานสอบสวน

ผู้มีอำนาจทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอำนาจเปรียบเทียบ

หรือว่ากล่าวตักเตือนได้

                                                ฯลฯ                                          ฯลฯ

            *(๑๔) โปรดดูเชิงอรรถที่ ๕, ข้างต้น

            *(๑๕) โปรดดูเชิงอรรถที่ ๑๑, ข้างต้น

            *(๑๖) โปรดดูเชิงอรรถที่ ๕, ข้างต้น.

 

 

ชไมพร/แก้ไข

๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๕

A+B(C)