เลขเสร็จ

๖๘๕/๒๕๔๔

เรื่อง

                                        บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

                         เรื่อง ปัญหาข้อกฎหมายกรณีที่ผู้รับจ้างได้โอนสิทธิเรียกร้อง

                                  ในการรับเงินค่าจ้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้

                                                        -------------------

เนื้อหา

                        สำนักงบประมาณได้มีหนังสือ ที่ นร ๐๔๐๗/๐๗๒๗๐ ลงวันที่ ๓๐ มกราคม

๒๕๔๔ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ความว่า จังหวัดสตูลได้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด

อาณัติการโยธา ก่อสร้างอาคารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูล ตามสัญญาเลขที่ สต

๑๓๐/๒๕๔๐ ลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๐ วงเงิน ๓๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัด

อาณัติการโยธา ได้โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างตามสัญญาดังกล่าวให้แก่บริษัท วนรัตน์

เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และบริษัท วนรัตน์ เอนจิเนียริ่งแอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด

ได้ส่งเรื่องราวขอเบิกเงินเพิ่มค่างานก่อสร้าง (ค่า K) ตามสัญญาเลขที่ สต ๑๓๐/๒๕๔๐ ตั้งแต่งวดที่

๑-๗ เป็นเงิน ๓,๒๙๕,๐๔๙.๘๔ บาท สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้แจ้งอนุมัติเงินเพิ่มค่า

งานก่อสร้าง (ค่า K) เป็นจำนวนทั้งสิ้น ๓,๐๑๖,๙๔๔ บาท ในการนี้ห้างหุ้นส่วนจำกัด อาณัติการ

โยธา ได้แจ้งความประสงค์ขอรับเงินเพิ่มค่างานก่อสร้าง(ค่า K) ตั้งแต่งวดที่ ๑-๗ ต่อกองคลัง สำนัก

งานปลัดกระทรวงสาธารณสุขด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขจึงได้ขอให้จังหวัดสตูล

ระงับการเบิกจ่ายเงินดังกล่าวไว้ก่อน โดยทางจังหวัดสตูลได้ดำเนินการหารือไปยังสำนักงานอัยการ

จังหวัดสตูล และสำนักงานอัยการจังหวัดสตูลได้ส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วมี

ความเห็นว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด อาณัติการโยธา ได้ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่า

จ้างก่อสร้างตามเงื่อนไขในสัญญาจ้างให้แก่บริษัท วนรัตน์ เอ็นจิเนียริ่งแอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด

ผู้รับโอนสิทธิแล้ว จึงต้องตีความรวมถึงเงินเพิ่มค่างานก่อสร้าง (ค่า K) ด้วย แต่ในกรณีเดียวกันนี้

ห้างหุ้นส่วนจำกัด อาณัติการโยธา ได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๔๓ ขอให้สำนักงบ

ประมาณให้ความเห็นว่า กรณีที่มีการโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างไว้แล้วนั้น ผู้ที่มีสิทธิได้

รับเงินเพิ่มค่างานก่อสร้าง (ค่า K) จะเป็นผู้รับจ้างหรือผู้รับโอนสิทธิ ซึ่งสำนักงบประมาณได้ตอบ

ข้อหารือดังกล่าวสรุปความได้ว่า สิทธิการรับเงินเพิ่มค่างานก่อสร้าง (ค่า K) เป็นสิทธิของ

ผู้รับจ้างที่เป็นคู่สัญญากับทางราชการเท่านั้น

                        สำนักงบประมาณจึงขอหารือว่ากรณีที่ผู้รับจ้างได้โอนสิทธิเรียกร้องในการ

รับเงินค่าจ้างก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ให้แก่ผู้รับโอนสิทธิ การโอนสิทธิดังกล่าว

จะรวมถึงสิทธิในการรับเงินเพิ่มค่างานก่อสร้าง (ค่า K) ด้วยหรือไม่

 

                        คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๑) ได้พิจารณาปัญหาดังกล่าวโดยมีผู้แทน

สำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด และผู้แทนจังหวัดสตูล เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียด

ข้อเท็จจริง แล้วมีความเห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่

นร ๐๒๐๓/ว ๑๐๙ ลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๓๒ มีเจตนารมณ์ในการช่วยเหลือผู้รับจ้างที่เป็น

คู่สัญญากับทางราชการให้มีสภาพคล่องและมีเงินทุนหมุนเวียนในการทำงาน และในกรณีที่มี

ปัญหาในเรื่องดังกล่าวก็ได้กำหนดให้สำนักงบประมาณเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยปัญหา

ข้อขัดข้องในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนี้  ซึ่งสำนักงบประมาณได้วินิจฉัย

โดยยึดหลักว่าผู้ที่มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มค่างานก่อสร้าง (ค่า K)*[๑]  นั้น ได้แก่ ผู้รับจ้างที่เป็นคู่สัญญา

กับทางราชการเท่านั้น และเห็นว่าผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างตามกรณีนี้มิได้เป็น

คู่สัญญากับทางราชการ ซึ่งทำให้เรื่องหารือนี้มีประเด็นที่จะต้องพิจารณา คือ การโอนสิทธิเรียกร้อง

ในการรับเงินค่าก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ให้แก่ผู้รับโอนสิทธิดังกล่าวนั้น จะรวมถึงสิทธิ

ในการรับเงินเพิ่มค่างานก่อสร้าง (ค่า K) ด้วยหรือไม่

                        คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๑) เห็นว่า ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในการ

รับเงินค่าจ้างก่อสร้างจะมีสิทธิตามกฎหมายเพียงใดนั้น จะต้องพิจารณาจากบทบัญญัติของ

กฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ บทบัญญัติมาตรา ๓๐๓*[๒]  และมาตรา ๓๐๖*[๓]  แห่งประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติให้การโอนสิทธิเรียกร้องนั้น ผู้มีสิทธิเรียกร้องอาจโอนสิทธิ

เรียกร้องให้แก่บุคคลใดก็ได้ เว้นแต่สภาพแห่งสิทธิเรียกร้องนั้นไม่เปิดช่องให้มีการโอนสิทธิเรียกร้อง

ได้ และเมื่อปรากฏว่าผู้โอนและผู้รับโอนได้ดำเนินการตามแบบพิธีของการโอนสิทธิเรียกร้องโดยได้

กระทำเป็นหนังสือและบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว ภายหลังการบอกกล่าวดังกล่าวจะทำ

ให้การโอนสิทธิเรียกร้องนั้นสามารถหยิบยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับบุคคลภายนอกได้ ดังนั้น ในกรณีตาม

ข้อหารือนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างก่อสร้างระหว่างผู้โอน

สิทธิเรียกร้องและผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อาณัติการโยธา และบริษัท วนรัตน์

เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด โดยได้โอนสิทธิการรับเงินค่าจ้างก่อสร้างอาคารสำนักงาน

สาธารณสุขจังหวัดสตูล ตามสัญญาเลขที่ สต ๑๓๐/๒๕๔๐ และได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ใน

การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้ว คือได้มีการทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้าง

ก่อสร้างลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๐ รวมทั้งได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็น

หนังสือลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๐ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้อง

ในการรับเงินค่าจ้างก่อสร้างระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัด อาณัติการโยธา กับบริษัท วนรัตน์ เอนจิเนีย

ริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด จึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย สามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับทางราชการ

ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญาจ้างดังกล่าวข้างต้นได้ และมีผลทำให้สิทธิที่ผู้โอนมีอยู่เดิมทั้งหมดที่เกี่ยว

ข้องกับสิทธิเรียกร้องนั้นตกไปเป็นของผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องด้วย และแม้สัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง

และหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องจะกล่าวถึงเฉพาะเงินค่าจ้างตามสัญญาเพราะเป็นยอดเงิน

ค่าจ้างที่แน่นอน ส่วนค่าจ้างที่สามารถปรับราคาได้มิได้ระบุไว้ เนื่องจากขณะโอนสิทธิเรียกร้องยังไม่

ทราบว่าจะมีอยู่หรือไม่ เพียงใด แต่เมื่อผู้รับจ้างได้โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างให้ผู้รับโอน

สิทธิ จึงต้องรวมถึงค่าจ้างที่สามารถปรับราคาได้ด้วย เพราะยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า เงินเพิ่มค่างาน

ก่อสร้าง (ค่า K) ในกรณีนี้เป็นเงินที่เกิดจากค่าจ้างก่อสร้างงวดที่ ๑-๗ ของสัญญาเลขที่ สต

๓๐/๒๕๔๐ (สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูล) จำนวน

,๒๙๕,๐๔๙.๘๔ บาท แสดงให้เห็นว่าเงินดังกล่าวคือเงินค่าจ้างของงานด้วย เมื่อคู่สัญญาซึ่งเป็น

ผู้รับเหมาก่อสร้างได้โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างก่อสร้างไปให้ผู้รับโอนโดยถูกต้องตาม

กฎหมายแล้ว สิทธิในการรับเงินเพิ่มค่างานก่อสร้าง (ค่า K) ดังกล่าวจึงโอนไปยังผู้รับโอนด้วย *[๔]

ดังนั้น ตามกรณีข้อหารือนี้บริษัท วนรัตน์ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้รับโอนสิทธิ

เรียกร้องจึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มค่างานก่อสร้างจำนวนดังกล่าว

 

                                                (ลงชื่อ)             ชัยวัฒน์  วงศ์วัฒนศานต์

                                                            (ศาสตราจารย์พิเศษ ชัยวัฒน์  วงศ์วัฒนศานต์)

                                                                      เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

          ธันวาคม ๒๕๔๔

---------------------------------------------

            ส่งพร้อมหนังสือ ที่ นร ๐๖๐๑/๑๑๒๙ ลงวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๔ ซึ่งสำนักงาน

คณะกรรมการกฤษฎีกามีถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

             *[๑]  เงินเพิ่มค่างานก่อสร้าง(ค่า K)  เป็นเงินเพิ่มที่เกิดจากสัญญาแบบปรับราคาได้

เกิดขึ้นจากในอดีตการจัดซื้อจัดจ้าง ผู้รับจ้างมักเสนอราคาโดยคำนวณราคาเผื่อไว้ เพราะในการ

ดำเนินการของผู้รับจ้างมีการคาดการณ์ด้วยตนเองเผื่อราคาวัสดุไว้ตามการผันแปรของภาวะ

เศรษฐกิจ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีดำริที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านนี้ หลังจากปี พ.ศ. ๒๕๑๗

จึงได้มีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดหลักการในเรื่องการจ่ายเงินเพิ่มให้แก่ผู้รับจ้าง ซึ่งมีการใช้มาตรการ

นี้บังคับอยู่ประมาณ ๕-๖ ปี ก็มีการยกเลิกไป ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้มีการรื้อฟื้นมาตรการนี้

ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งโดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๑ และวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๓๑

มีมติในหลักการให้ความช่วยเหลือผู้รับเหมาก่อสร้าง และให้นำสัญญาแบบปรับราคาได้มาใช้ใน

การพิจารณาจ่ายเงินเพิ่มแก่ผู้รับจ้างในงานก่อสร้าง และให้สำนักงบประมาณมีอำนาจพิจารณา

วินิจฉัยปัญหาข้อขัดข้องในการปฏิบัติเกี่ยวกับสัญญาแบบปรับราคาได้ ซึ่งปัจุบันนี้คณะรัฐมนตรีได้

มีมติตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร ๐๒๐๓/ว ๑๐๙ ลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๓๒

กำหนดให้ใช้สัญญาแบบปรับราคาได้กับงานจ้างก่อสร้างของกระทรวง ทบวง กรม และราชการส่วน

ท้องถิ่น

            *[๒]  มาตรา ๓๐๓  สิทธิเรียกร้องนั้น ท่านว่าจะพึงโอนกันได้ เว้นไว้แต่สภาพ

แห่งสิทธินั้นเองจะไม่เปิดช่องให้โอนกันได้

                     ความที่กล่าวมานี้ย่อมไม่ใช้บังคับ หากคู่กรณีได้แสดงเจตนาเป็นอย่างอื่น

การแสดงเจตนาเช่นว่านี้ ท่านห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต

            *[๓]   มาตรา ๓๐๖ การโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะ

เจาะจงนั้น ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าไม่สมบูรณ์  อนึ่ง การโอนหนี้นั้น ท่านว่าจะยกขึ้นเป็นข้อ

ต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ต่อเมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้จะได้ยินยอม

ด้วยในการโอนนั้น คำบอกกล่าวหรือความยินยอมเช่นว่านี้ท่านว่าต้องทำเป็นหนังสือ

                      ถ้าลูกหนี้ทำให้พอแก่ใจผู้โอนด้วยการใช้เงิน หรือด้วยประการอื่นเสีย

แต่ก่อนได้รับบอกกล่าว หรือก่อนได้ตกลงให้โอนไซร้ ลูกหนี้นั้นก็เป็นอันหลุดพ้นจากหนี้

            *[๔]  เทียบตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๓๐๖/๒๕๒๘ (บ.จ.ก. สากล

อุปกรณ์ โจทก์ ห.จ.ก. ภาณุมาศฯ กับพวกจำเลย กองทัพอากาศ ผู้คัดค้าน) และคำพิพากษา

ศาลฎีกาที่ ๔๗๖๗/๒๕๒๙ (บ.จ.ก.อินเตอร์เนชั่นเเนลเอนจิเนียริ่งฯ โจทก์ ห.จ.ก.ภาณุมาศ กับพวก

จำเลย กองทัพอากาศ กับพวก ผู้คัดค้าน)  (สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระบุถึงสิทธิเรียกร้องทั้งหมด

จึงต้องหมายความรวมถึงค่าจ้างที่สามารถปรับราคาได้ด้วย)

 

 

 

ชไมพร/แก้ไข

๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๕

A+B(C)