เลขที่ฎีกา 4582/2536  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดิน

แต่ใส่ชื่อ น. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนต่อมามีการจดทะเบียนจำนองแก่ผู้คัดค้าน

ในระหว่างระยะเวลา 3 ปี ก่อนมีการขอให้ล้มละลาย โดยไม่สุจริตและไม่มี

ค่าตอบแทน ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจำนอง เป็นการกล่าวอ้างว่าการที่มีชื่อ

น.ในโฉนดเป็นเพียงการถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยเท่านั้น    มิใช่เป็นเรื่องที่

จำเลยได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ น.โดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสีย

เปรียบ อันผู้ร้องจะต้องร้องขอเพิกถอนการฉ้อฉลระหว่างจำเลยกับ น. ตาม

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 113  ผู้ร้องจึงร้องขอให้เพิก

ถอนการจำนองได้โดยตรง

    แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องจะเคยมีความเห็นว่าผู้คัดค้านรับจำนอง

ที่ดินไว้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทนจึงไม่เพิกถอนการจำนองก็ตาม แต่เมื่อได้มี

การสั่งให้สอบสวนถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้อีกครั้งแล้ว  ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอ

เพิกถอนการจำนองต่อศาลได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา

114 เพราะอำนาจในการร้องขอให้เพิกถอนไม่อาจสละได้

    ผู้คัดค้านรับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยไม่มีค่าตอบแทน จึงฟังได้ว่าผู้คัดค้าน

รับจำนองไว้โดยไม่สุจริตไปด้วย  แม้ผู้คัดค้านได้ฟ้องบังคับจำนองในระหว่าง

ที่คดีล้มละลายอยู่ในชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องสอบสวนเพื่อพิจารณาร้อง

ขอเพิกถอนการจำนองที่ดินพิพาทและผู้คัดค้านเป็นผู้ซื้อได้จากการขายทอดตลาด

ตามคำสั่งศาลก็ตาม  ก็ไม่ทำให้ผู้คัดค้านกลายเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากการขาย

ทอดตลาดไปโดยสุจริต    เมื่อผู้คัดค้านเพิ่งฟ้องบังคับจำนองหลังจากที่ศาลมี

คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด      จึงถือไม่ได้ว่าการบังคับคดีที่ผู้คัดค้าน

ฟ้องบังคับจำนองนั้นได้สำเร็จบริบูรณ์แล้ว    ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์

การบังคับคดีและการที่ผู้คัดค้านเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้  จึงใช้ยันแก่ผู้ร้องไม่ได้