ประกาศกระทรวงสาธารณสุข

เรื่อง ชื่อโรคติดต่อและอาการสำคัญ

--------------------

 

                        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติโรค

ติดต่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเห็นควรประกาศชื่อโรคติดต่อและอาการ

สำคัญไว้ รวม ๔๔ โรค ดังต่อไปนี้

                        ๑.  อหิวาตกโรค มีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำอย่างมาก อาเจียน ตาโหล ผิวหนัง

เหี่ยวย่น ปัสสาวะน้อยหรือไม่ปัสสาวะ ถ้าไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยจะถึงแก่กรรมได้อย่างรวดเร็ว

โรคนี้ระบาดลุกลามได้

                        ๒.  กาฬโรค อาการของโรคจะมีอาการบวมและเจ็บของต่อมน้ำเหลือโลหิตเป็น

พิษ เลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจ้ำ ๆ ไข้สูง กระสับกระส่าย เดินผิดปกติ อ่อนเพลีย เพ้อ และหมดสติ

จนถึงช็อคได้ กาฬโรคแบ่งออกเป็น ๓ แบบ คือ แบบต่อมน้ำเหลืองบวม แบบโลหิตเป็นพิษ และ

แบบปอดอักเสบ โรคนี้ระบาดลุกลามได้อย่างรวดเร็ว

                        ๓.  ไข้ทรพิษ อาการของโรคจะมีไข้สูง ปวดตามตัว ปวดศรีษะ ปวดหลังอ่อน

เพลีย อาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วย ระยะก่อนที่จะมีผื่นขึ้น จะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ หลังจาก

ไข้สูงแล้ว จะปรากฏมีผื่นขึ้น ต่อมาจะกลายเป็นตุ่ม ตุ่มใส ตุ่มหนอง และตกสะเก็ด ซึ่งจะกินเวลา

นานประมาณ ๓-๔ สัปดาห์ โดยผื่นจะปรากฏที่บริเวณใบหน้า และแขน ขา มากกว่าบริเวณลำตัว

โดยเฉพาะที่ได้รับการเสียดสีบ่อย ๆ แผลที่ตกสะเก็ด เมื่อหายแล้วอาจให้เกิดผลเป็นรอยบุ๋ม

และยังอาจทำให้เกิดความพิการ จนถึงตาบอดได้ โรคนี้ระบาดลุกลามได้อย่างรวดเร็ว

                        ๔.  ไข้เหลือง อาการไข้สูงทันที นานประมาณ ๕-๗ วัน ปวดศีรษะ ปวดหลัง

อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน อาจจะมีเลือดกำเดา เลือดออกในปาก อาเจียน และถ่ายเป็นเลือด ใน

ระยะแรกของโรคอาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองปานกลาง ต่อมามีอาการมากขึ้น และอาจถึงแก่

กรรมได้ โรคนี้ระบาดลุกลามได้ โรคนี้ระบาดลุกลามได้อย่างรวดเร็ว

                        ๕.  ไข้กาฬหลังแอ่น มีอาการอย่างรวดเร็ว อาจจะมีไข้ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง

คลื่นไส้ อาเจียน ชักกระตุกหลังแอ่น อาจพบมีผื่นหรือจ้ำตามลำตัว และจะมีอาการไม่รู้สึกตัว จนถึง

หมดสติได้

                        ๖.  คอตีบ มีอาการเป็นไข้ เจ็บในคอ บางครั้งจะมีอาการบวมแดงอักเสบรอบ ๆ

คอ ในลำคออาจจะมีแผ่นเนื้อเยื่อสีเท่า ทำให้หายใจลำบาก มีอาการหอบ หน้าเขียว หรือมีอาการ

ของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ จนถึงแก่กรรมอย่างกระทันหันได้

                        ๗.  ไอกรน มีการจากน้อยแล้วค่อย ๆ มากขึ้น ภายใน ๑-๒ สัปดาห์ โดยจะมี

อาการไอค่อย ๆ มากขึ้น จนกระทั่งไอถี่อย่างมาก จนตัวงอ จะมีระยะเวลาของโรคนี้ประมาณ ๒-๓

เดือน

                        ๘.  โรคบาดทะยัก มีอาการเกร็งและกระตุกของกล้ามเนื้อบริเวณขากรรไกร

บริเวณคอ บริเวณลำตัว โดยเฉพาะเมื่อได้รับการกระตุ้นจากเสียงและแสง

                        ๙.  โปลิโอ มีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ มีอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร

ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บต้นคอและบริเวณหลัง อาจจะมีอัมพาตร่วมด้วยก็ได้ ตำแหน่งที่จะพบบ่อยที่

บริเวณขาข้างใดข้างหนึ่ง โดยเป็นอัมพาตชนิดอ่อนเปียก

                        ๑๐.  ไข้หัด มีอาการไข้นำมาก่อน ต่อมามีเยื่อบุหนังตาอักเสบ มีอาการคล้าย

เป็นหวัด หลอดลมอักเสบ และมีจุดสีแดงที่เยื่อบุแก้ม หลังจากมีไข้ประมาณ ๓-๗ วัน จะมีผื่น

ปรากฏที่บริเวณหน้า ต่อมาผื่นจะปรากฏทั้งตัว แล้วอยู่นาน ๔-๖ วัน จะหลุดออกไป

                        ๑๑.  ไข้หัดเยอรมัน มีไข้ต่ำ ๆ อยู่ประมาณ ๑-๕ วัน ปวดศีรษะครั่นเนื้อครั่นตัว

คล้ายเป็นหวัดอย่างอ่อน เยื่อบุหนังตาอักเสบ ต่อมน้ำเหลือง บริเวณศีรษะหลังใบหู หรือบริเวณท้าย

ทอยโตและกดเจ็บ มีผื่นขึ้นตามร่างกาย คล้ายผด คล้ายไข้หวัด ลักษณะสำคัญ คือ ถ้าเกิดขึ้นขณะ

ตั้งครรภ์จะทำให้ทารกที่เกิดมาอาจมีอาการพิการแต่กำเนิดได้

                        ๑๒.  โรคคางทูม เกิดมีอาการไข้ บวม และปวดบริเวณต่อมน้ำลาย เป็นต่อมน้ำ

ลายใต้ลิ้น ต่อมน้ำลายใต้โหนกแก้มข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้อง ในผู้ป่วยเพศชาย จะมีอาการ

อักเสบของลูกอัณฑะในผู้ป่วยเพศหญิงจะมีการอักเสบของรังไข่ได้

                        ๑๓.  ไข้สุกใส มีอาการไข้ต่ำ ๆ ไม่สบายตามร่างกายเล็กน้อย ต่อมาประมาณ

๒-๓ ชั่วโมง จะมีตุ่มแดงนูนเล็กน้อยปรากฏที่ผิวหนัง ตุ่มนี้จะกลายเป็นตุ่มใส ภายใน ๓-๔ วัน    

แล้วจะตกสะเก็ด ตุ่มจะปรากฏตามร่างกายในร่มผ้ามากกว่าส่วนอื่น ๆ และอาจจะพบได้ที่หนัง

ศีรษะ ซอกรักแร้ เยื่อบุปากในคอ และเยื่อบุหนังตา ตุ่มเหล่านี้จะปรากฏเป็นชนิดต่าง ๆ กัน ในระยะ

เวลาเดียวกัน

                        ๑๔.  ไข้หวัดใหญ่ มีอาการไข้ ปวดศีรษะ  ปวดกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลียมาก

เจ็บคอ ต่อมาจะเริ่มมีอาการไอและไอมากขึ้น ๆ ในตอนหลัง ปกติมักจะหายเองได้ ภายใน ๒-๗ วัน

                        ๑๕.  ไข้สมองอักเสบ ไข้มีสูงขึ้น ปวดศีรษะมาก หมดสติ กล้ามเนื้อแข็ง เกร็ง ชัก

อาจมีอาการอัมพาตหรือพิการทางสมองได้

                        ๑๖.  ไข้เลือดออก อาการของโรคจะมีไข้ขึ้นสูง อ่อนเพลีย เบื่ออาหารซึม มีผื่นจุด

แดง คล้ายยุงกัดบริเวณผิวหนัง แขน ขา ลำตัว อาจมีอาเจียนเป็นโลหิตเก่า หรือถ่ายอุจจาระสีดำ

หรืออาจมีอาการถึงช็อค และถึงแก่กรรมได้

                        ๑๗.  โรคพิษสุนัขบ้า อาการสำคัญได้แก่ คันบริเวณที่ถูกสุนัขหรือสัตว์อื่นกัด รู้

สึกผวาเมื่อถูกลม ปวดศีรษะ เป็นไข้ กลืนอาหารและน้ำลำบาก มีอาการชักกระตุก และมีการเกร็ง

ตัวของกล้ามเนื้อระบบกลืน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการกลัวน้ำต่อมาเพ้อคลั่ง และหมดสติ ถึงแก่กรรม

จากระบบหายใจล้มเหลว

                        ๑๘.  โรคตับอักเสบ มีอาการผิดปกติของการทำงานของตับ ซึ่งมักจะทำให้เกิดมี

ตาเหลืองเกิดขึ้น อาการของโรคขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัส ซึ่งจะมีอาการต่างกันออกไป แต่ส่วนมากผู้

ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร มีอาการแน่นท้อง ตาเหลืองในที่สุด อาการตาเหลืองอาจ

จะพบได้น้อย หรือไม่พบในบางราย

                        ๑๙.  โรคตาแดงจากไวรัส เริ่มมีอาการปวดตาคล้ายกับมีผงเข้าตา ประมาณ

๑-๒ วัน เปลือกตาจะบวม เยื่อบุตาจะแดง มีขี้ตาและมีเลือดออกใต้เยื่อบุตา โดยเริ่มที่บริเวณหัว

ตาก่อน ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใบหูจะโต บางครั้งจะมีอาการคล้ายไข้หวัด อาการของโรคจะดีขึ้นเอง

ภายใน ๑-๒ สัปดาห์

                        ๒๐.  อาหารเป็นพิษ อาการจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจะมีผู้ป่วยเกิดขึ้นคราว

ละมาก ๆ และเกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกันในกลุ่มผู้บริโภคอาหารชุดเดียวกัน โดยจะมีอาการ

ในระบบทางเดินอาหารอย่างชัดเจน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน และมีอาการถ่ายเหลวร่วมด้วย

                        ๒๑.  โรคบิดแบซิลลารี่ อาการถ่ายเหลว มีไข้ อาเจียน ปวดท้อง ปวดเบ่งขณะ

ถ่ายอุจจาระ ในกรณีที่มีอาการมากขึ้นจะมีถ่ายอุจจาระเป็นมูก เป็นเลือดด้วย

                        ๒๒.  โรคบิดอมีบา มีอาการไข้ หนาวสั่น ถ่ายเป็นมูก เป็นเลือด ในกรณีที่มี

อาการไม่มาก ผู้ป่วยมีอาการเพียงปวดท้อง สลับการถ่ายเหลวบางครั้งในกรณีที่มีอาการมากอาจมี

การแพร่กระจายของเชื้อดังกล่าวไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น ตับ ปอด หรือสมองได้

                        ๒๓.  ไข้รากสาดน้อย มีอาการไข้ลอยติดกันหลายวัน ปวดศีรษะ ปวดตามตัว

เบื่ออาหาร ท้องผูก ชีพจรช้า และอาจมีจุดสีชมพูบริเวณลำตัว อาการของโรคอาจจะมีน้อย หรือไม่

ชัดเจนก็ได้ ในรายที่มีอาการมากอาจจะเกิดมีเลือดออกจากลำไส้เล็ก หรือมีการทะลุขึ้น

                        ๒๔.  ไข้รากสาดเทียม ลักษณะของโรคมักจะมีอาการรวดเร็ว มีไข้ตลอดเวลา

ม้ามโต บางครั้งพบมีจุดสีชมพูตามลำตัว ถ่ายอุจจาระเหลว ลักษณะอาการของโรคจะรุนแรงน้อย

กว่าไข้รากสาดน้อย

                        ๒๕.  ไข้รากสาดใหญ่ มีอาการปวดศีรษะ หนาวสั่น อ่อนเพลีย มีไข้ และปวด

ตามตัว อาจมีผื่นขึ้นคันได้ในวันที่ ๕-๖ ขึ้นกับความรุนแรงของโรค ในบางรายอาการต่าง ๆ อาจ

หายได้เองในสัปดาห์ที่ ๒ ขึ้นกับความรุนแรงของโรค ในบางรายอาการต่าง ๆ อาจหายได้เองใน

สัปดาห์ที่ ๒ โรคนี้อาจเกิดระบาดลุกลามได้

                        ๒๖.  สครัพไทฟัส มีอาการเริ่มจากแผลบริเวณที่ไรกัด โดยจะมีลักษณะบุ๋มลงไป

คล้ายรอยบุหรี่จี้ แล้วตามมาด้วยอาการไข้ ปวดศีรษะ เหงื่อออก ตาแดง ต่อมน้ำเหลืองโตในระยะ

ปลายสัปดาห์แรกจะมีผื่นแดงตามบริเวณลำตัว ลุกลามมาที่บริเวณแขน ขา แล้วจะหายไปเองได้ใน

ภายหลัง ๒-๓ วัน

                        ๒๗.  มูรีนไทฟัส ลักษณะอาการป่วยเหมือกับไข้รากสาดใหญ่ ยกเว้นแต่อาการ

ของโรคจะรุนแรงน้อยกว่า

                        ๒๘.  วัณโรค โรคติดเชื้อชนิดเรื้อรัง มีอาการไอ อ่อนเพลีย มีไข้ต่ำ ๆ ร่างกายจะ

ผอมลง เสียงแหบ เจ็บหน้าอก และไอเป็นเลือด อาจเป็นวัณโรคที่ปอด ที่เยื่อหุ้มสมอง หรือวัณโรค

กระดูกได้

                        ๒๙.  โรคเรื้อน เป็นโรคติดต่อเรื้อรังที่มีอาการผิวหนังเป็นวงด่าง สีขาวหรือสีแดง

หรือนูนแดงหนา เป็นตุ่มผื่นหรือแผ่น ซึ่งชา หยิกไม่เจ็บ หรือแห้ง เหงื่อไม่ออก และขนร่วง

                        ๓๐.  ไข้จับสั่น อาการของโรคประกอบไปด้วยไข้ หนาวสั่น เหงื่อออกมาก ปวด

ศีรษะ ตาเหลือง ช็อค หรือหมดสติได้ บางครั้งอาจมีความผิดปกติทางระบบประสาท ระยะเวลาของ

ไข้จะขึ้นอยู่กับเชื้อแต่ละชนิดกล่าวคือ อาจมีไข้ทุกวัน ทุก ๒ วัน หรือทุก ๓ วัน ก็ได้

                        ๓๑.  แอนแทร็กซ์ มีอาการบริเวณผิวหนัง แต่อาจพบมีอาการในระบบทางเดิน

อาหาร หรือทางเดินหายใจได้ อาการทางผิวหนังมักจะมีอาการคันก่อนแล้วจะมีแผลอาจจะบวม

หรือมีตุ่มเม็ดเล็ก เกิดขึ้นโดยรอบแผลได้ ปกติแผลจะไม่ปวด นอกจากจะมีอาการแทรกซ้อน

                        ๓๒  โรคทริคิโนซิส มีอาการแตกต่างกันไป เช่น มีอาการบวมบริเวณเปลือกตา

บน ในราววันที่ ๑๐-๑๑ อาจมีเลือดออกใต้หนังตา ใต้เล็บ หรือใต้จอรับภาพในตา จะมีอาการปวด

กล้ามเนื้อ และหลังแล้วอาการอื่น ๆ เช่น ถ่ายอุจจาระเหลว มีไข้ อ่อนเพลียมักมีร่วมด้วย ในกรณีที่

มีอาการมากจะมีการแทรกซ้อนในระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท และอาจมีผลต่อหัวใจ ทำให้

ถึงแก่กรรมได้

                        ๓๓  โรคคุดทะราด เป็นแผลลักษณะคล้ายดอกกระหล่ำ มักเป็นที่ฝ่ามือและฝ่า

เท้า ถ้าปล่อยทิ้งไว้แผลนี้จะหายไปเอง แล้วกลับมาเป็นขึ้นใหม่ และจะทำลายกระดูกอ่อน ทำให้

แตกเป็นแผล มีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม

                        ๓๔.  โรคเลปโตสไปโรซิส มีไข้ ปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามร่างกายมาก

อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อและตาอักเสบ บางครั้งมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ดีซ่าน โลหิตจาง และมี

เลือดออกตามเยื่อบุและผิวหนัง อาจจะมีผื่นเกิดขึ้น อาการเหล่านี้จะปรากฏอยู่เป็นเวลา ๒-๓ วัน

ถึง ๓ สัปดาห์ เมื่อหายแล้วอาจกลับเป็นใหม่ได้อีก

                        ๓๕.  ซิฟิลิส

                        อาการสำคัญระยะที่ ๑ เป็นแผลริมแข็ง ส่วนใหญ่มักเป็นที่อวัยวะสืบพันธุ์ มักมี

แผลเดียวแผลอาจหายได้เอง ไม่เจ็บ ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบอาจจะโตด้วย แต่ไม่เจ็บปวดเกิดภาย

หลังรับเชื้อประมาณ ๑๐-๙๐ วัน

                        ระยะที่ ๒  มีผื่นขึ้นตามตัว และบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ไม่คันอาจมีไข้ ปวดศีรษะ

ปวดตามข้อ ผมหรือขนคิ้วร่วง ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบหลังหูและข้อศอกโต อาจจะเจ็บเล็ก

น้อย อาการเหล่านี้จะเกิดหลังระยะที่ ๑ ประมาณ ๔-๖ สัปดาห์

                        ระยะที่ ๓  เชื้อเข้าไปทำลายอวัยวะภายในที่สำคัญ ทำให้เกิดความพิการได้ เช่น

เส้นเลือดใหญ่โป่งพอง หัวใจพิการ มีอาการทางจิต ประสาทมีแผลเรื้อรังที่อวัยวะต่าง ๆ กระดูกผุ

กร่อนอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นภายหลังได้รับเชื้อแล้วประมาณ ๕-๒๐ ปี

                        ๓๖  หนองใน

                        อาการสำคัญ ชาย ถ่ายปัสสาวะบ่อย แสบ ขัดเบา มีหนองในท่อปัสสาวะ บาง

ครั้งมีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ ถ้าเป็นมากลูกอัณฑะจะบวมโตและเจ็บมาก

                                           หญิง ถ่ายปัสสาวะบ่อย แสบ ขัดเบา มีหนองไหล ทางช่อง

คลอด และท่อปัสสาวะ ถ้าเป็นมากปีกมดลูกจะอักเสบทำให้ปวดท้องมีเลือดออกนอกระยะเวลา

ประจำเดือน

                        ๓๗  หนองในเทียม

                        อาการสำคัญ ปัสสาวะแสบ ท่อปัสสาวะอักเสบ อาจมีหนองใสหรือข้น ไหลซึม

ออกมาในสตรีจะมีตกขาวมากกว่าปกติ

                        ๓๘  กามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง

                        อาการสำคัญ เป็นแผลขนาดเล็กที่อวัยวะสืบพันธุ์ แผลอาจจะหายไปเอง ต่อมา

ต่อมขาหนีบจะบวมโตเป็นก้อนแข็งและเจ็บปวดมาก ที่เรียกว่า ฝีมะม่วง ถ้าไม่ได้รับการรักษา ฝีจะ

แตกเป็นรู ๆ ในระยะหลังสำไส้ใหญ่ตอนล่างสุดจะอักเสบและตีบตันได้

                        ๓๙  แผลริมอ่อน

                        อาการสำคัญ เป็นแผลริมอ่อนที่อวัยวะสืบพันธุ์ มักมีหลายแผลขอบไม่เรียบ ก้น

แผลลึกเจ็บและเลือดออกง่าย ถ้าไม่ได้รักษาต่อมขาหนีบจะบวมโต เจ็บปวดมาก กลายเป็นฝี เรียก

ฝีมะม่วง ต่อมาฝีจะแตกออกเป็นแผลใหญ่

                        ๔๐.  แผลกามโรคเรื้อรังที่ขาหนีบ

                        อาการสำคัญ เป็นแผลเรื้อรัง แตกลึก เลือดออกง่ายที่อวัยวะสืบพันธุ์ และ

บริเวณใกล้เคียงบริเวณรอบ ๆ ทวารหนัก และที่ขาหนีบ ปล่อยทิ้งไว้จะลุกลามมากยิ่งขึ้น

                        ๔๑.  โรคไข้กลับซ้ำ มีอาการไข้ ๒-๓ วัน แล้วหยุดไป ๓-๔ วัน กลับมีไข้อีก ๒-๓

วัน สลับกันเช่นนี้เรื่อยไป ไข้นี้จะกลับไปกลับมาหลายครั้งและจะมีผื่นขึ้นทั่วร่างกายด้วย

                        ๔๒.  โรคอุจจาระร่วง ถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำบ่อย ๆ ครั้งกว่าปกติ (วันละ ๓

ครั้งขึ้นไป) อาจมีตะคริวที่หน้าท้อง หายใจหอบ อ่อนเพลีย มีเสียงแหบ ตาโหล ผิวหนังเหี่ยวย่น

อาจมีไข้ร่วมด้วย

                        ๔๓.  โรคแผลเรื้อรัง (แผลปากหมู) มีอาการเป็นตุ่มพองที่ผิวหนังบริเวณขาและ

เท้า ต่อมาแตกออกเป็นแผลมีขอบนูนตรงกลางหวำ มีหนอง มีอาการเจ็บและคัน อาจมีอาการบวม

บริเวณไข่ดันด้วย มักเป็นอยู่นาน ๑-๓ เดือน

                        ๔๔.  โรคเท้าช้าง มีอาการไข้นำมาก่อน มีต่อมน้ำเหลืองโต เส้นน้ำเหลืองของ

แขน ขาอักเสบ ลูกอัณฑะอักเสบ หรืออาจกลายเป็นฝีในที่สุดได้ บางครั้งเกิดการอุดตันของทาง

เดินน้ำเหลือง โดยจะมีอาการซ้ำ ๆ อยู่เป็นเวลานาน  จนทำให้เกิดถุงน้ำ แขน ขา อวัยวะเพศ หรือ

เต้านมโต หรือปัสสาวะขุ่นคล้ายนม

 

                                                            ประกาศ ณ วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๒๔

                                                                        ส. พริ้งพวงแก้ว

                                                              รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

 

[รก.๒๕๒๕/๓๒/๕พ/๔ มีนาคม ๒๕๒๕]

 

                                                                                    ฐาปนี/แก้ไข

                                                                                    ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๕

                                                                                    A+B(C)