ข้อบังคับสภาทนายความ

ว่าด้วยการสอบสวนคดีมรรยาททนายความ

พ.ศ.2530

----------

     อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27 (3) มาตรา 32 และด้วยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษ

แห่งสภาทนายความ ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 คณะกรรมการสภาทนาย

ความออกข้อบังคับว่าด้วยการสอบสวนคดีมรรยาททนายความไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ 1 ข้อบังคับนี้เรียกว่า `ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยการสอบสวนคดีมารยาททนายความ

พ.ศ.2530'

     ข้อ 2 ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

     ข้อ 3 นอกจากที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 และในข้อบังคับสภาทนาย

ความว่าด้วยมรรยาททนายความ และในข้อบังคับนี้แล้ว ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณา

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยวิธีพิจารณาสามัญในศาลขั้นต้นมาใช้กับการสอบสวนคดี

มรรยาททนายความโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการสอบสวนคดีมรรยาททนายความและข้อ

บังคับฉบับนี้

                                  หมวด 1

                             คณะกรรมการสอบสวน

     ข้อ 4 ทนายความที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบสวนจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ

          (1) มีสัญชาติไทย

          (2) เป็นทนายความมาแล้วรวมกันไม่น้อยกว่าสิบปี

          (3) ไม่เคยถูกลงโทษฐานประพฤติผิดมรรยาททนายความหรือถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียน

              ทนายความ

     ข้อ 5 ให้คณะกรรมการมรรยาททนายความจัดให้มีการสอบสวนคดีมรรยาททนายความเป็นรายคดี

ไป คณะกรรมการสอบสวนที่ได้รับแต่งตั้งจะทำการสอบสวนเฉพาะคดีนั้น ๆ และพ้นจากตำแหน่งเมื่อการ

สอบสวนคดีดังกล่าวเสร็จสิ้นลง

     ข้อ 6 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามข้อ 5 ดังกล่าวข้างต้น กรรมการสอบสวนพ้นจากตำแหน่ง

เมื่อ

          (1) ตาย

          (2) ลาออก

          (3) ขาดจากการเป็นสัญชาติไทย

          (4) ขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528

          (5) ถูกกล่าวหาเป็นหนังสือยื่นต่อประธานกรรมการมรรยาททนายความหรือเมื่อคณะกรรม

              การมรรยาททนายความได้รับแจ้งจากศาลพนักงานอัยการ หรือ พนักงานสอบสวน ว่า

              กรรมการผู้นั้นประพฤติผิดมรรยาททนายความ หรือเมื่อปรากฏแก่คณะกรรมการมารยาท

              ทนายความว่ามีพฤติการณ์อันสมควรให้มีการสอบสวนมรรยาททนายความกับกรรมการ

              ผู้นั้น

     ข้อ 7 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการคัดค้านผู้พิพากษาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้บังคับแก่

กรรมการสอบสวนโดยอนุโลม

                                  หมวด 2

                                 การสอบสวน

     ข้อ 8 ในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.

2528 ให้คณะกรรมการมรรยาททนายความกำหนดผู้เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนและสถานที่ทำการ

สอบสวนด้วย

     ข้อ 9 ให้ประธานคณะกรรมการสอบสวนส่งสำเนาคำกล่าวหาหรือคำแจ้งข้อกล่าวหาที่จะทำการสอบ

สวนไปยังทนายความที่ถูกกล่าวหาโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือโดยเจ้าหน้าที่ของสภาทนายความ

โดยส่งไปยังสำนักงานหรือภูมิลำเนาของทนายความที่ถูกกล่าวหาตามที่ปรากฏในทะเบียนทนายความ พร้อม

ทั้งแจ้งกำหนดวัน เวลา และสถานที่ทำการสอบสวนไปด้วย

     ข้อ  10  ทนายความที่ถูกกล่าวหามีสิทธิทำคำแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือภายใน 8 วัน นับแต่วันได้

รับสำเนาคำกล่าวหา หรือคำแจ้งข้อกล่าวหา หรือภายในกำหนดระยะเวลาซึ่งคณะกรรมการสอบสวนได้

ขยายให้

     การยื่นคำแก้ข้อกล่าวหา ให้ยื่น ณ ที่ทำการสภาทนายความในวันและเวลาราชการ

     ข้อ 11 ในการสอบสวนคดีมรรยาททนายความ ให้กรรมการสอบสวนเป็นผู้ซักถามพยาน ผู้กล่าวหา

และผู้ถูกกล่าวหาไม่มีสิทธิแต่งตั้งทนายความเข้าแก้ต่างคดี แต่อาจซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจาก

คณะกรรมการสอบสวน

     ข้อ 12 ในการสอบสวนต้องมีกรรมการสอบสวนอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะดำเนินการสอบ

สวนได้

     การเสนอสำนวนคดีต่อประธานกรรมการมรรยาททนายความเมื่อคณะกรรมการสอบสวนทำการสอบ

สวนเสร็จ ให้คณะกรรมการสอบสวนทำความเห็นส่งไปพร้อมกับสำนวนคดีที่ได้ทำการสอบสวนด้วย

     ในการทำความเห็น ให้ถือตามเสียงข้างมากของคณะกรรมการสอบสวน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน

ให้ประธานคณะกรรมการสอบสวนออกเสียงอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด กรรมการฝ่ายเสียงข้างน้อยจะ

ทำความเห็นแย้งก็ได้

     ข้อ 13 ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นเป็นการสมควรจะต้องทำการสอบสวนพยานบุคคลนอก

เขตจังหวัดอันเป็นที่ตั้งที่ทำการสอบสวน ให้คณะกรรมการสอบสวนมีอำนาจแต่งตั้งทนายความซึ่งอยู่ในเขต

จังหวัดที่จะทำการสอบสวนพยานบุคคลนั้นเป็นคณะอนุกรรมการจำนวนไม่น้อยกว่า  2 คน และส่งประเด็น

ไปให้คณะอนุกรรมการดังกล่าวทำการสอบสวนแทน และให้ถือว่าการสอบสวนของคณะอนุกรรมการเป็น

การสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนด้วย

     ข้อ 14 ให้สภาทนายความจ่ายค่าป่วยการให้แก่กรรมการสอบสวนและอนุกรรมการที่ได้รับแต่งตั้ง

ตามข้อ 13 ในการสอบสวนคดีมรรยาททนายความในอัตราหนึ่งร้อยบาทต่อคน ต่อการสอบสวนแต่ละนัด

     ในกรณีที่กรรมการสอบสวนเห็นว่าจำเป็นจะต้องไปทำการสอบสวนพยานบุคคลนอกเขตจังหวัดอัน

เป็นที่ตั้งที่ทำการสอบสวน ก็ให้ขออนุมัติต่อประธานกรรมการมรรยาททนายความเป็นคราว ๆ ไป โดย

ให้เบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าที่พักได้ตามข้อบังคับหรือระเบียบของสภาทนายความ หรือตามมติ

ของคณะกรรมการสภาทนายความ

     ให้สภาทนายความเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามข้อ 9 การจัดสถานที่ทำการสอบสวน

และในการส่งประเด็น ตามข้อ 13

                     ประกาศ ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2530

                               คำนวณ ชโลปถัมภ์

                              นายกสภาทนายความ