ข้อบังคับกระทรวงยุติธรรม

ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม

--------------

     ด้วยกระทรวงยุติธรรมได้จัดตั้งสำนักงานอนุญาโตตุลาการขึ้นใน

สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาระบบการประนอมข้อพิพาท

และอนุญาโตตุลาการให้เป็นวิธีระงับข้อพิพาททางแพ่งและพาณิชย์ที่ควบคู่

กับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลายุติธรรม จึงจำเป็นต้องตราข้อบังคับ

อนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรมขึ้น ดังต่อไปนี้

 

                       ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ

                 สถาบันอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม

                         หมวด 1 บทนิยาม

                        ---------------

     ข้อ 1  ในข้อบังคับนี้

             (1)  ` สำนักงาน ' หมายถึง สำนักงานอนุญาโตตุลาการกระทรวง

ยุติธรรม

             (2)  ` สถาบัน '  หมายถึง  สถาบันอนุญาโตตุลาการของสำนักงาน

อนุญาโตตุลาการ

             (3)  ` คณะกรรมการ ' หมายถึง  คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการ

สำนักงานอนุญาโตตุลาการซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี

             (4)  ` ผู้อำนวยการ '  หมายถึง  ผู้อำนวยการสำนักงาน

อนุญาโตตุลาการ

             (5)  ` ผู้ประนอมข้อพิพาท '  หมายถึง  ผู้ประนอมข้อพิพาท

ซึ่งสำนักงานได้ขึ้นทะเบียนไว้ตามคำแนะนำและเห็นชอบของคณะกรรมการ ทั้งนี้

ให้หมายถึงความรวมถึงผู้ประนอมข้อพิพาทเฉพาะคดีที่คู่กรณีแต่งตั้งจาก

บุคคลที่มิได้อยู่ในทะเบียนของสำนักงานด้วย

             (6)  ` อนุญาโตตุลาการ '  หมายถึง  อนุญาโตตุลาการผู้ชี้ขาด

ปัญหาข้อพิพาทซึ่งสำนักงานได้ขึ้นทะเบียนไว้ ตามคำแนะนำและเห็นชอบของคณะ

กรรมการ ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงอนุญาโตตุลาการเฉพาะคดีซึ่งคู่กรณีแต่ง

ตั้งจากบุคคลที่มิได้อยู่ในทะเบียนของสำนักงานด้วย

             (7)  ` ข้อบังคับการประนอมข้อพิพาท '  หมายถึง  ข้อบังคับ

การประนอมข้อพิพาทของสถาบัน

             (8)  ` ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ '  หมายถึง  ข้อบังคับ

อนุญาโตตุลาการของสถาบัน

 

                     หมวด 2 อนุญาโตตุลาการ

                     -------------------

แบบอย่างข้อกำหนดอนุญาโตตุลาการ

     ข้อ 2  คู่พิพาทอาจระบุข้อกำหนดอนุญาโตตุลาการดังต่อไปนี้ในสัญญา

เพื่อให้สถาบันเป็นผู้จัดการอนุญาโตตุลาการ  และใช้บังคับอนุญาโตตุลาการ

บังคับแก่การอนุญาโตตุลาการนั้น

             ` ข้อพิพาท ข้อขัดแย้ง หรือข้อเรียกร้องใด ๆ ซึ่งเกิดขึ้น

จากสัญญานี้หรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญานี้  รวมทั้งปัญหาการผิดสัญญาการเลิก

ปัญญา หรือความสมบูรณ์แห่งสัญญาดังกล่าว ให้ทำการวินิจฉัยชี้ขาดโดยการ

อนุญาโตตุลาการ ตามข้อบังคับอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการ

กระทรวงยุติธรรมซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการเสนอข้อพิพาทเพื่อการ

อนุญาโตตุลาการ  และให้อยู่ภายใต้การจัดการของสถาบันดังกล่าว '

การนัดประชุมคู่พิพาท

     ข้อ 3

            (1)  ก่อนเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย ให้

ผู้อำนวยการนัดประชุมคู่กรณีเพื่อหาทางเจรจาตกลงกันเกี่ยวกับกรณีพิพาท

หากผู้อำนวยการเห็นว่าจำเป็นและคู่กรณีเห็นสมควรให้ตั้งบุคคลคนหนึ่งหรือ

หลายคนเป็นผู้ประนอมข้อพิพาท

            (2)  บุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ประนอมข้อพิพาทใน

ข้อพิพาทใดย่อมไม่อาจเป็นอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทนั้นได้อีก

            (3)  ให้นำข้อบังคับการประนอมข้อพิพาทมาใช้บังคับแก่การ

ประนอมข้อพิพาทในชั้นนี้ด้วย

การใช้ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ

     ข้อ 4

           (1)  ให้ใช้ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการอนุญาโตตุลาการซึ่งจัดโดย

สถาบัน  เว้นแต่คู่พิพาทจะตกลงเป็นอย่างอื่นโดยทำเป็นหนังสือและผู้

อำนวยการให้ความเห็นชอบ

           (2)  การใดที่มิได้ระบุไว้ในข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ ให้

ดำเนินการนั้นไปตามความตกลงของคู่กรณี หรือตามที่อนุญาโตตุลาการเห็น

สมควร หรือตามที่คณะกรรมการมีมติ โดยลำดับ

     ข้อ 5

           (1)  เพื่อประโยชน์ในการตีความข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ การ

ส่งคำคู่ความ หนังสือแจ้งความ หรือเอกสารอื่นใด ให้ถือว่ามีผลสมบูรณ์

เมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ผู้แทน หรือทนายความของฝ่ายนั้นได้รับแล้ว

ด้วยตนเอง  หรือได้มีการส่งไปถึงภูมิลำเนาหรือสถานที่ประกอบธุรกิจของ

ผู้รับหากไม่สามารถสืบหาภูมิลำเนาหรือสถานที่ประกอบธุรกิจที่แท้ได้ให้

ส่งไปยังถิ่นที่อยู่หรือสถานที่ประกอบธุรกิจที่ทราบครั้งสุดท้ายของบุคคลนั้น

           (2)  เพื่อประโยชน์ในการคำนวณระยะเวลาตามข้อบังคับ

อนุญาโตตุลาการ  มิให้นับวันแรกระยะเวลานั้นรวมคำนวณเข้าด้วยถ้าวันสุด

ท้ายแห่งระยะเวลาเป็นวันหยุด  ซึ่งตามประเพณีงดเว้นการงานให้ขยายระยะ

เวลาดังกล่าวจนถึงวันที่เริ่มทำงานใหม่  วันหยุดซึ่งตามประเพณีงดเว้น

การงานและอยู่ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวให้รวมคำนวณเข้าไปในระยะเวลาด้วย

คำคู่ความและการส่งคำคู่ความ

     ข้อ 6  ให้คู่กรณีเสนอข้อพิพาทของตนโดยทำเป็นหนังสือประกอบด้วย

รายละเอียดตามแบบที่สถาบันได้กำหนดไว้ยื่นต่อผู้อำนวยการ หนังสือดังกล่าว

ประกอบด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้

            1.  คำขอให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ

            2.  ชื่อและที่อยู่ของคู่กรณี

            3.  ข้อกำหนดอนุญาโตตุลาการ  หรือสัญญาให้ระงับข้อพิพาท

โดยวิธีอนุญาโตตุลาการที่ใช้บังคับแก่คู่กรณี

            4.  สัญญาหรือนิติสัมพันธ์อันก่อให้เกิดข้อพิพาท

            5.  ข้อเท็จจริงอันเป็นฐานแห่งข้อเรียกร้อง  และจำนวนเงินที่

เรียกร้อง

            6.  ข้อเรียกร้องและคำขอ

            7.  หากคู่กรณีมิได้ตกลงไว้ก่อน ให้ระบุจำนวนอนุญาโตตุลาการ

     ข้อ 7  เมื่อมีผู้ยื่นหนังสือเสนอข้อพิพาทและผู้อำนวยการเห็นว่า

หนังสือเสนอข้อพิพาทนั้นถูกต้องให้สถาบันดำเนินการส่งหนังสือเสนอข้อพิพาท

ดังกล่าวไปยังคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งโดยพลัน ณ ภูมิลำเนาหรือสถานที่ประกอบ

ธุรกิจของคู่กรณีฝ่ายนั้นโดยไปรษณีย์ลงทะเบียนตอนรับ  หรือวิธีอื่นตาม

ที่เห็นสมควร

     ข้อ 8  เมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รับหนังสือเสนอข้อพิพาทแล้ว

จะยื่นข้อคัดค้านและข้อเรียกร้องเป็นหนังสือมีรายละเอียดตามแบบที่สถาบัน

กำหนดต่อผู้อำนวยการก็ได้  ทั้งนี้ให้ยื่นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้

รับหนังสือเสนอข้อพิพาท

     ข้อ 9  คู่กรณีอาจตั้งผู้แทนหรือบุคคลใดเพื่อช่วยเหลือตนในการ

ดำเนินกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการก็ได้ ให้คู่กรณีดังกล่าวแจ้งชื่อและ

ที่อยู่ของผู้แทนหรือบุคคลซึ่งตนตั้งให้เป็นผู้ช่วยเหลือทำเป็นหนังสือ

ยื่นต่อผู้อำนวยการ

การตั้งอนุญาโตตุลาการ

     ข้อ 10  เว้นแต่คู่กรณีจะตกลงเป็นอย่างอื่น ให้มีอนุญาโตตุลาการ

จำนวน 1 คน หรือ 3 คน

     ข้อ 11  หากคู่กรณีตกลงกันให้มีอนุญาโตตุลาการจำนวน 1 คน ให้ดำเนิน

การดังนี้

            (1)  ให้สถาบันจัดส่งรายชื่ออนุญาโตตุลาการในทะเบียนของ

สถาบันอย่างน้อยจำนวน 3 ชื่อไปยังคู่กรณี รายชื่อซึ่งส่งไปยังคู่กรณีทุก

ฝ่ายต้องเป็นรายชื่อเดียวกัน

            (2)  ภายใน 15 วัน  นับแต่วันที่ได้รับรายชื่อตาม (1) ให้คู่

กรณีคัดชื่ออนุญาโตตุลาการที่ตนไม่ประสงค์ออก แล้วให้เลือกรายชื่อที่

เหลือเป็นอนุญาโตตุลาการโดยเรียงตามลำดับความพึงพอใจก่อนหลัง

            (3)  เมื่อระยะเวลาตาม (2) ได้สิ้นสุดลง ให้ผู้อำนวยการตั้ง

อนุญาโตตุลาการ 1 คน  จากรายชื่อที่ได้รับความเห็นชอบของคู่กรณีทั้งนี้

โดยคำนึงถึงลำดับความพึงพอใจที่คู่กรณีได้แสดงไว้ด้วย

            (4)  หากคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ดำเนินการตามข้อ (2) ให้

ผู้อำนวยการทำการตั้งอนุญาโตตุลาการเอง ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความเป็นอิสระ

และความเป็นกลางของบุคคลที่ได้รับการตั้งให้เป็นอนุญาโตตุลาการ

            (5)  หากคู่กรณีเห็นร่วมกัน  จะตั้งบุคคลที่ไม่อยู่ในทะเบียน

อนุญาโตตุลาการของสถาบันเป็นอนุญาโตตุลาการก็ได้

     ข้อ 12  หากคู่กรณีตกลงให้มีอนุญาโตตุลาการจำนวน 3 คน ให้ดำเนินดังนี้

            (1)  ให้คู่กรณีตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายละ 1 คน และให้อนุญาโตตุลาการ

ดังกล่าวร่วมกับตั้งบุคคลภายนอกคนหนึ่งเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการ

            (2)  ให้นำข้อบังคับข้อ 11  มาใช้แก่การตั้งประธานคณะ

อนุญาโตตุลาการโดยอนุโลม

            (3)  ในการออกเสียง  อนุญาโตตุลาการและประธานคณะอนุญาโตตุลาการ

มีคะแนนเสียงเท่ากันคนละ 1 เสียง

            (4)  คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก

     ข้อ 13

            (1)  การตั้งอนุญาโตตุลาการต้องทำเป็นหนังสือ  ลงลายมือชื่อ

ของผู้ตั้ง  พร้อมทั้งระบุชื่อที่อยู่ สัญชาติ อาชีพ  และคุณสมบัติของผู้

ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอนุญาโตตุลาการ

            (2)  อนุญาโตตุลาการต้องให้ความยินยอมในการแต่งตั้ง

            (3)  ให้ผู้อำนวยการรีบแจ้งชื่อและรายละเอียดของอนุญาโตตุลาการ

ให้คู่กรณีทุกฝ่ายทราบการคัดค้านอนุญาโตตุลาการ

     ข้อ 14  เมื่อได้รับการแต่งตั้ง  ให้อนุญาโตตุลาการเปิดเผยถึงข้อ

เท็จจริงอันอาจทำให้คู่กรณีเกิดความสงสัยอันควรในความอิสระ  และความเป็น

กลางของตนในการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นถ้าหากพึงมี

     ข้อ 15

            (1)  คู่กรณีฝ่ายหนึ่งอาจคัดค้านอนุญาโตตุลาการ ซึ่งตั้ง

โดยคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้หากมีความสงสัยอันสมควรในความอิสระและเป็น

กลางของอนุญาโตตุลาการ

            (2)  การคัดค้านให้ทำเป็นหนังสือแจ้งเหตุที่คัดค้านโดยแจ้ง

ชัดและยื่นต่อผู้อำนวยการภายในกำหนด 15 วัน  นับแต่วันได้รับแจ้งชื่อ

และรายละเอียดของอนุญาโตตุลาการผู้นั้น

     ข้อ 16

            (1)  หากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเห็นชอบกับการคัดค้านอนุญาโตตุลาการ

หรือผู้เป็นอนุญาโตตุลาการของถอนตัวหลังจากการคัดค้านให้ดำเนินการ

แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการใหม่แทนอนุญาโตตุลาการที่ถูกคัดค้านตามข้อ 11 และ

12  ทั้งนี้แม้คู่กรณีจะมิได้ใช้สิทธิในการตั้งอนุญาโตตุลาการตั้งแต่แรก

ก็ตาม

            (2)  การที่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเห็นชอบกับการคัดค้านอนุญาโตตุลาการ

ขอถอนตัว  มิได้หมายถึงการยอมรับความถูกต้องแห่งเหตุคัดค้าน

อนุญาโตตุลาการ

     ข้อ 17  หากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นชอบกับการคัดค้านอนุญาโตตุลาการ

และอนุญาโตตุลาการที่ถูกคัดค้านมิได้ถอนตัว ให้ผู้อำนวยการทำความเห็น

เพื่อเสนอคณะกรรมการวินิจฉัยโดยเร็ว ในกรณีที่การคัดค้านฟังขึ้น  ให้นำ

ข้อบังคับ 16 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

     ข้อ 18  หากอนุญาโตตุลาการลาออก  ตาย  ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้  โดยเหตุอื่นในระหว่างกระบวนพิจารณา

อนุญาโตตุลาการ  ให้ตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นใหม่แทนโดยวิธีเดียวกับการตั้ง

อนุญาโตตุลาการผู้นั้น

     ข้อ 19  หากอนุญาโตตุลาการที่ตั้งขึ้นใหม่ตามข้อ 16,17 และ18 เป็น

อนุญาโตตุลาการเพียงคนเดียว  หรือเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการให้ดำเนิน

กระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการใหม่  หากอนุญาโตตุลาการที่ตั้งขึ้นใหม่เป็น

อนุญาโตตุลาการในลักษณะอื่น  การจะดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่นั้นไม่นั้น

ให้เป็นดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทนั้น

กระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการ

     ข้อ 20  กระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการจะกำหนดเป็นภาษาใดก็ได้

     ข้อ 21  ในกรณีที่สัญญาอนุญาโตตุลาการมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

ให้อนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินวิธีพิจารณาใด ๆ ตามที่เห็นสมควร  โดย

คำนึงถึงหลักแห่งความยุติธรรมและการให้คู่กรณีมีโอกาสเสนอข้อเท็จจริง

สนับสนุนข้ออ้างของตนมากที่สุด

     ข้อ 22  เว้นแต่คู่กรณีได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น  การสืบพยาน

ให้เป็นไปตามวิธีการต่อไปนี้

           (1)  ให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายยื่นเสนอพยานเอกสารต่าง ๆ เพื่อ

สนับสนุนข้ออ้างของตนต่ออนุญาโตตุลาการในวันนัดพิจารณาครั้งแรกในกรณี

ที่เห็นสมควร  อนุญาโตตุลาการมีอำนาจสั่งให้คู่กรณีส่งเอกสารใด ๆ ที่

เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทให้ก็ได้

            (2)  การสืบพยานบุคคลให้กระทำโดยอนุญาโตตุลาการให้

อนุญาโตตุลาการบันทึกคำพยานโดยย่อเพื่ออ่านและให้พยานลงลายมือชื่อไว้เป็นหลัก

ฐานแล้วเก็บรวมไว้ในสำนวน

            (3)  อนุญาโตตุลาการจะให้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจาก

สถาบันช่วยบันทึกคำพยานก็ได้

            (4)  การสืบพยานจะต้องกระทำอย่างการดำเนินกระบวนพิจารณาลับ

     ข้อ 23  คู่กรณีฝ่ายใดกล่าวอ้างข้ออ้างใด  ต้องเป็นฝ่ายมีหน้าที่

นำสืบให้ประจักษ์ตามข้ออ้างของตน

     ข้อ 24  อนุญาโตตุลาการจะให้ผู้เชี่ยวชาญคนใดทำรายงานความเห็นเสนอ

ก็ได้ กรณีเช่นนี้ให้คู่กรณีแจ้งข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องตามที่ผู้เชี่ยวชาญสอบถาม

            เมื่อได้รับรายงานความเห็นของผู้เชี่ยวชาญแล้ว  ให้สถาบัน

แจ้งให้คู่กรณีทราบละเอียดในรายงานความเห็นนั้น  และหากคู่กรณีร้องขอก็

ให้จัดทำสำเนารายงานความเห็นนั้นให้

            คู่กรณีอาจยื่นคำร้องขอซักถามผู้เชี่ยวชาญก็ได้  หาก

อนุญาโตตุลาการพิจารณาอนุญาตก็ให้นำวิธีการสืบพยานในข้อ 22 มาใช้

บังคับโดยอนุโลม

     ข้อ 25  ถ้าคู่ความไม่มีพยานอื่นใดมาเสนอต่ออนุญาโตตุลาการอีกก็ให้

สั่งปิดการพิจารณา

                       หมวด 3 คำชี้ขาด

                       -------------

     ข้อ 26  คำชี้ขาดจะต้องทำให้เสร็จภายในกำหนดเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวัน

นับแต่วันที่ตั้งอนุญาโตตุลาการคนสุดท้าย  เว้นแต่คู่กรณีได้ตกลงกันไว้

เป็นอย่างอื่น

     ข้อ 27  คำชี้ขาดให้วินิจฉัยไปตามเสียงข้างมากของอนุญาโตตุลาการ

แต่จะกำหนดหรือชี้ขาดการใดให้เกินขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำ

ขอของคู่กรณีไม่ได้  เว้นแต่จะเป็นการกำหนดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย

ในชั้นอนุญาโตตุลาการหรือค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ หรือเป็นการชี้ขาด

ให้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความกันระหว่างคู่กรณี

     ข้อ 28  อนุญาโตตุลาการจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดไปตามหลักแห่งกฎหมาย

และความยุติธรรม

            ในการตีความตามสัญญาให้คำนึงถึงสภาพความเป็นไปได้ และแนว

ปฏิบัติทางการค้าตามสัญญานั้น ๆ ด้วย

     ข้อ 29  คำชี้ขาดจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของอนุญาโตตุลาการ

ระบุวัน เดือน ปี และสถานที่ทำคำชี้ขาดไว้โดยชัดแจ้ง  ในกรณีที่อนุญาโตตุลาการ

คนใดไม่ลงลายมือชื่อไว้  ให้อนุญาโตตุลาการอื่นหรือผู้อำนวยการจด

แจ้งเหตุขัดข้องลงไว้

            คำชี้ขาดจะต้องระบุเหตุผลแห่งข้อวินิจฉัยทั้งปวงไว้โดยชัดแจ้ง

            อนุญาโตตุลาการ  ผู้อำนวยการ สถาบัน และสำนักงานจะเปิดเผยคำ

ชี้ขาดต่อสาธารณชนไม่ได้ เว้นแต่คู่กรณียินยอม

            เมื่อทำคำชี้ขาดแล้ว  ให้รีบส่งสำเนาคำชี้ขาดไปถึงคู่กรณี

ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย  และให้ถือว่าคำชี้ขาดมีผลผูกพันคู่กรณีแล้ว ตั้ง

แต่วันที่สำเนาคำชี้ขาดไปถึงคู่กรณีฝ่ายนั้น

     ข้อ 30  ภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่สำเนาคำชี้ขาดไปถึง

เมื่อเกิดความสงสัยตามความเกี่ยวกับข้อความในคำชี้ขาด คู่กรณีฝ่ายใด

ฝ่ายหนึ่งอาจร้องขอให้อนุญาโตตุลาการตีความข้อความนั้นได้ คำตีความนี้

ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำชี้ขาด  และต้องปฏิบัติไปในทำนองเดียวกับการทำ

คำชี้ขาด

     ข้อ 31  ถ้าในคำชี้ขาดใดมีข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยเมื่อ

อนุญาโตตุลาการเห็นสมควร  หรือเมื่อคู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ

อนุญาโตตุลาการอาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

     ข้อ 32  ภายในกำหนดเวลา 30  วันนับแต่วันที่สำเนาคำชี้ขาดไปถึง

เมื่อคู่กรณีฝ่ายใดเห็นว่า  มิได้ชี้ขาดในข้อประเด็นสาระสำคัญใดก็อาจ

ร้องขอให้อนุญาโตตุลาการคำชี้ขาดเพิ่มเติมในประเด็นข้อนั้นได้

            ในกรณีที่อนุญาโตตุลาการเห็นว่าข้อประเด็นนั้นเป็นข้อสาระ

สำคัญและยังมิได้ชี้ขาดไว้ ก็ให้ทำการชี้ขาดในประเด็นนั้นให้เสร็จสิ้น

ภายในเวลา 30 วันนับแต่วันที่คู่กรณีฝ่ายนั้นได้ยื่นคำร้องขอ

            ถ้าอนุญาโตตุลาการเห็นว่าการทำคำชี้ขาดเพิ่มเติมนั้นไม่

อาจกระทำได้  นอกจากจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติม  ก็อาจสั่งให้คู่

กรณีนำพยานหลักฐานมาสืบได้ อนึ่ง อนุญาโตตุลาการจะต้องทำคำชี้ขาดเพิ่ม

เติมดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน  นับแต่วันที่คู่กรณีได้ยื่นคำร้องขอ

     ข้อ 33  ภายในกำหนดเวลา 40 วัน นับแต่วันทำคำชี้ขาด ให้อนุญาโตตุลาการ

ส่งมอบสำนวนความทั้งหมดให้สถาบันเพื่อการเก็บรักษาในกรณีที่มีการทำคำ

ตีความ  คำแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยหรือคำชี้ขาดเพิ่มเติม  ให้

อนุญาโตตุลาการส่งมอบสำนวนทั้งหมดให้แก่สถาบันเมื่อทำคำตีความ คำแก้ไข

ข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย หรือคำชี้ขาดเพิ่มเติมแล้วแต่กรณีเสร็จ

สิ้นแล้ว

                หมวด 4 ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และค่าป่วยการ

                -------------------------------------

     ข้อ 34  ในกรณีที่มิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างยื่นในสัญญาอนุญาโตตุลาการ

ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการ  และค่าป่วย

การอนุญาโตตุลาการ  แต่ไม่รวมถึงค่าทนายความและค่าใช้จ่ายของทนายความ

ให้เป็นไปตามกำหนดไว้ในคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

     ข้อ 35  ก่อนที่จะมีการดำเนินวิธีพิจารณาอนุญาโตตุลาการไม่ว่าในขั้น

ตอนใด  หากเห็นสมควรผู้อำนวยการอาจเรียกให้คู่กรณีฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบ

วางเงินประกันค่าใช้จ่ายได้  และในกรณีที่มีพฤติการณ์จำเป็นพิเศษก็อาจ

เรียกเงินประกันค่าธรรมเนียมและค่าป่วยการจากคู่กรณีได้

            ถ้าคู่กรณีไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนซึ่งค่าใช้จ่าย  ค่า

ธรรมเนียม  หรือค่าป่วยการ  แล้วแต่กรณีภายในระยะเวลาตามสมควรที่ผู้

อำนวยการกำหนดไว้ ผู้อำนวยการจะทำรายงานเสนออนุญาโตตุลาการเพื่อให้มี

คำสั่งงดการดำเนินกระบวนพิจารณาไว้ก็ได้

     จึงขอประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

 

                      ประกาศ ณ วันที่ 3 มกราคม พ.ศ.2533

                         พลตำรวจโท จำรัส มังคลารัตน์

                           รัฐมนตรีว่าการทรวงยุติธรรม