ระเบียบ

การหักเงินเดือนข้าราชการส่วนจังหวัด

ไว้เป็นเงินสะสม พ.ศ. 2511

-----------------

    โดยที่เป็นการสมควรกำหนดระเบียบและวิธีการหักเงินเดือนข้าราชการส่วน

จังหวัดไว้เป็นเงินสะสม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 30 ทวิ แห่งพระราช

บัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ.2498 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2509 และ

มาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2497 แก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ.

2502 ก.จ. ในฐานะคณะรัฐมนตรี จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

     ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า `ระเบียบการหักเงินเดือนข้าราชการส่วน

จังหวัดไว้เป็นเงินสะสม พ.ศ. 2511'

     ข้อ 2 บรรดาระเบียบหรือหลักเกณฑ์อื่น ในส่วนที่กำหนดไว้แล้วใน

ระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

     ข้อ 3 ระเบียบนี้มิให้ใช้บังคับแก่ข้าราชการส่วนจังหวัดวิสามัญ

ชั่วคราว ข้าราชการส่วนจังหวัดวิสามัญที่มีสัญญาจ้าง

     ข้อ 4 ให้หักเงินเดือนของข้าราชการส่วนจังหวัดไว้เป็นเงินสะสมใน

อัตราร้อยละสี่ของเงินเดือนที่ได้รับจริงแต่ละเดือนเงินสะสมให้ถือจำนวน

เต็มบาท เศษของบาทให้ปัดทิ้ง สำหรับเดือนที่ออกจากราชการไม่ต้องหัก

     ในกรณีที่ได้รับเงินเดือนไม่เต็มจำนวนไม่ว่าเพราะเหตุใดให้หักเงิน

สะสมไว้โดยถือเสมือนว่าได้รับเงินเดือนเต็มจำนวนในกรณีที่ได้รับเงินเดือน

อัตราสูงขึ้นในระหว่างเดือน ให้หักเงินสะสมไว้โดยถือเสมือนว่าได้รับเงิน

เดือนในอัตราสูงเต็มเดือน

     ภายใต้บังคับข้อ 10 เงินสะสมที่หักไว้นั้น ให้หน่วยงานขององค์การ

บริหารส่วนจังหวัดนำส่งเข้าบัญชีเงินสะสมของข้าราชการส่วนจังหวัดตามข้อ 5

ตามวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด

     ข้อ 5 ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเปิดเงินสะสมของข้าราชการส่วน

จังหวัดขึ้นไว้ เรียกว่า `บัญชีเงินสะสมของข้าราชการส่วนจังหวัด'

และภายใต้บังคับข้อ 7 ให้ถือว่าเงินในบัญชีนี้เป็นเงินที่องค์การบริหาร

ส่วนจังหวัดรับฝากไว้ และจ่ายคืนตามวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด

     ข้อ 6 ให้คิดดอกเบี้ยให้แก่ข้าราชการส่วนจังหวัดที่มีเงินสะสมปี

ละครั้งเมื่อสิ้นปีงบประมาณ หรือเมื่อออกจากราชการตามเกณฑ์ต่อไปนี้

     ก. ในกรณีคิดดอกเบี้ยเมื่อสิ้นปีงบประมาณ

        (1) สำหรับยอดเงินสะสมที่ยกมาจากปีงบประมาณที่แล้ว คิดดอกเบี้ย

ให้ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดเงินที่ยกมา

       (2) สำหรับเงินสะสมที่หักไว้ระหว่างปีงบประมาณคิดดอกเบี้ยให้ใน

อัตราร้อยละ 2.30 ของยอดรวมเมื่อสิ้นปีงบประมาณ คูณด้วยจำนวนเดือนที่มี

การหักเงินสะสม หารด้วย12

     ดอกเบี้ยเงินสะสมให้ทบเป็นต้นเงินสำหรับปีงบประมาณต่อไป

     ข. ในกรณีคิดดอกเบี้ยเมื่อออกจากราชการ

     ถ้าออกจากราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณ ให้คิดดอกเบี้ยตามเกณฑ์ใน ก.

ถ้าออกจากราชการก่อนสิ้นปีงบประมาณ ให้คิดดอกเบี้ยให้จนถึงสิ้นเดือนที่มี

การหักเงินสะสมครั้งสุดท้ายดังนี้

       (1) สำหรับยอดเงินสะสมที่ยกมาจากปีงบประมาณที่แล้ว คิดให้ในอัตรา

ร้อยละ 5 ของยอดเงินที่ยกมา คูณด้วยจำนวนเดือนนับตั้งแต่ปีงบประมาณจนถึง

สิ้นเดือนก่อนเดือนที่ออกจากราชการ หารด้วย 12

       (2) สำหรับเงินสะสมที่หักไว้ระหว่างปีงบประมาณคิดให้ในอัตรา

ร้อยละ 2.30 ของยอดรวมเมื่อสิ้นเดือนที่มีหักเงินสะสมครั้งสุดท้าย

คูณด้วยจำนวนเดือนที่มีการหักเงินสะสม หารด้วย 12

     ข้อ 7 ให้จ่ายเงินสะสมพร้อมทั้งดอกเบี้ยคืนแก่ข้าราชการส่วนจังหวัด

เมื่อออกจากราชการ โดยจ่ายจากบัญชีเงินสะสมของข้าราชการส่วนจังหวัด

     ในกรณีที่ออกจากราชการเพราะตาย ให้จ่ายเงินสะสมพร้อมทั้งดอกเบี้ย

ให้แก่ผู้มีสิทธิรับมรดกโดยชอบด้วยกฎหมาย

     ข้อ 8 วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับเงินสะสม ให้เป็นไปตามที่กระทรวงมหาดไทย

กำหนด

     ข้อ 9 การหักเงินเดือนของข้าราชการส่วนจังหวัดไว้เป็นเงินสะสม ที่

ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนวันใช้ระเบียบนี้ ให้ถือเป็นการหักเงินเดือนของ

ข้าราชการส่วนจังหวัดไว้เป็นเงินสะสมตามระเบียบนี้

     เงินสะสมของข้าราชการส่วนจังหวัดที่หักไว้ก่อนวันใช้ระเบียบนี้ ให้

ถือเป็นเงินสะสมตามระเบียบนี้

     ข้อ 10 เงินสะสมที่กระทรวงการคลังได้หักไว้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 1

ตุลาคม 2509 เป็นต้นมา จนถึงวันก่อนใช้ระเบียบนี้จะคงให้อยู่ในบัญชีเงิน

ฝากทางกระทรวงการคลัง หรือใช้อยู่ในบัญชีเงินสะสมของข้าราชการส่วนจังหวัด

ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างกระทรวงการคลัง

กับกระทรวงมหาดไทย

     ข้อ 11 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับแต่แต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2511

เป็นต้นไป

 

                    ให้ไว้ ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2511

                           ท. แรงขำ

                  รัฐมนตรีช่วยว่าการ ฯ รักษาราชการแทน

                    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

                           ประธาน ก.จ.