พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

------

 

                                                            หมวด ๑

                                        บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

                                                           ------

 

                        มาตรา ๑  ศาลยุติธรรมทั้งหลายตามพระธรรมนูญนี้ให้สังกัดอยู่ใน

กระทรวงยุติธรรม

                        ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบในงานธุรการ

ของศาลทั้งหลายที่อยู่ในสังกัดให้ดำเนินไปโดยเรียบร้อย แต่การดำเนินการ

พิจารณาคดีรวมตลอดถึงการที่จะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาบังคับคดีให้เสร็จเด็ดขาด

ไปนั้น ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลโดยเฉพาะ

                        *ให้ประธานศาลฎีกามีหน้าที่วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาล

ทั้งหลาย เพื่อให้กิจการของศาลดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกัน

ทั้งนี้โดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อนึ่งเพื่อระมัดระวังการที่จะใช้

ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้อง

ให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจแนะนำหรือตักเตือนผู้พิพากษาศาลทั้งหลายในการปฏิบัติ

ตามระเบียบวิธีการนั้น ๆ และในการอื่น ๆ

                        *[มาตรา ๑ วรรคสาม  เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒]

 

                        มาตรา ๒  ศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญนี้แบ่งออกเป็นสามชั้น คือ

                        (๑) ศาลชั้นต้น

                        (๒) ศาลอุทธรณ์

                        (๓) ศาลฎีกา (ศาลสูงสุด)

 

                        มาตรา ๓*  ศาลชั้นต้น

                        (๑) สำหรับกรุงเทพมหานคร ได้แก่

                              (ก) ศาลแขวง

                              (ข) ศาลจังหวัดมีนบุรี

                              (ค) ศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรี

                              (ง) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลอาญากรุงเทพใต้

                              (จ) ศาลแพ่งและศาลอาญา

                        (๒) สำหรับจังหวัดอื่น ๆ นอกจากกรุงเทพมหานคร ได้แก่

                              (ก) ศาลแขวง

                               (ข) ศาลจังหวัด

                        *[มาตรา ๓  แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๓๒]

 

                        มาตรา ๔  ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น ศาลใดศาลหนึ่งนั้นอาจ

แบ่งออกเป็นแผนก และแผนกหนึ่งจะให้มีอำนาจเฉพาะในคดีประเภทใดก็ได้ โดย

ออกเป็นกฎกระทรวง

 

                        มาตรา ๕  เมื่อเห็นเป็นการสมควร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมี

อำนาจสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งไปนั่งร่วมกับผู้พิพากษาในศาลแขวงมีกำหนดระยะ

เวลาตามที่ระบุไว้ในคำสั่ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ศาลแขวงมีอำนาจเสมือนศาลจังหวัด

ชั่วคราวเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในเขตศาลนั้น

*ถ้าท้องที่อำเภอใดยังไม่มีศาลแขวง เมื่อเห็นเป็นการสมควร รัฐมนตรี

ว่าการกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งหรือหลายคนของศาล

จังหวัดไปนั่งเป็นศาล ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งในท้องที่อำเภอนั้น เพื่อพิจารณา

พิพากษาคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่อำเภอดังกล่าวและอำเภอใกล้เคียงที่ยังไม่มีศาลแขวง

เป็นการชั่วคราว ซึ่งมิฉะนั้นคดีย่อมตกอยู่ในอำนาจของศาลแขวงหรือศาลจังหวัด

                        *[มาตรา ๕ วรรคสอง  แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๒๕]

 

                        มาตรา ๖  การจัดตั้งหรือยุบเลิกศาลยุติธรรมนั้น ให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี

ว่าการกระทรวงยุติธรรมที่จะรายงานต่อรัฐบาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึง

จำนวน สภาพ สถานที่ตั้งและเขตอำนาจศาลตามที่จำเป็น เพื่อให้ความยุติธรรม

เป็นไปโดยเรียบร้อยตลอดราชอาณาจักร

 

                        มาตรา ๗  ให้มีผู้พิพากษาประจำศาลทุกศาลตามจำนวนซึ่งรัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงยุติธรรมจะกำหนดไว้ตามความจำเป็นแห่งราชการ

 

                     มาตรา ๘*  ให้มีประธานศาลฎีกาประจำศาลฎีกาหนึ่งคน และให้มี

อธิบดีผู้พิพากษาประจำศาลอุทธรณ์ ศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลแพ่งกรุงเทพใต้

ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรี ศาลละหนึ่งคน

กับให้มีรองประธานศาลฎีกาประจำศาลฎีกา และรองอธิบดีผู้พิพากษาประจำ

ศาลอุทธรณ์ ศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลาแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้

ศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรี ศาลละสองคน แต่ถ้ารัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงยุติธรรมเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในทางราชการ จะ

กำหนดให้มีรองประธานศาลฎีกา หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาประจำศาลใด

มากกว่าสองคนก็ได้

                        เมื่อตำแหน่งประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ อธิบดี

ผู้พิพากษาศาลแพ่ง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้

อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรี หรืออธิบดี

ผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรีว่างลง หรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติ

ราชการได้ ให้รองประธานศาลฎีกาหรือรองอธิบดีผู้พิพากษาแล้วแต่กรณี

เป็นผู้ทำการแทน ถ้ามีผู้ดำรงตำแหน่งนั้นมากกว่าหนึ่งคนให้ผู้มีอาวุโสสูงสุด

เป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้มีอาวุโส

ถัดลงมาตามลำดับ เป็นผู้ทำการแทน

                        ในกรณีที่ไม่อาจมีผู้ทำการแทนตามวรรคสองได้ รัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงยุติธรรมจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งซึ่งประจำศาลนั้นหรือศาลใด

ศาลหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้

                        *[มาตรา ๘  แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๓๒]

 

                        มาตรา ๙  ในศาลชั้นต้นตามมาตรา ๓ นอกจากศาลแพ่ง ศาลอาญา

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรี

ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ศาลละหนึ่งคน

                        ถ้าศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ หรือศาลชั้นต้น ศาลใดศาลหนึ่งแบ่งออกเป็น

แผนกให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าแผนก แผนกละหนึ่งคน

                        เมื่อตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกว่างลง

หรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาผู้มีอาวุโส

สูงสุดในศาลนั้นหรือในแผนกนั้น แล้วแต่กรณี เป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้พิพากษา

ผู้มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น หรือในแผนกนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษา

ผู้มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้น หรือในแผนกนั้น แล้วแต่กรณี เป็นผู้ทำการ

แทน ในกรณีที่ไม่อาจมีผู้ทำการแทนดังกล่าวได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

จะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้

                      *[มาตรา ๙  แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๓๒]    

 

                       มาตรา ๑๐*  ประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษา หรือผู้พิพากษาหัวหน้า

ศาล หรือผู้ทำการแทน ต้องรับผิดชอบในงานของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อย

และมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

                        (๑) ระมัดระวังการที่จะใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมาย

หรือโดยประการอื่น ให้เป็นไปโดยถูกต้อง เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จ

เด็ดขาดไปโดยรวดเร็ว

                        (๒) ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลของตนในข้อขัดข้อง เนื่องในการ

ปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา

                        (๓) ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองท้องที่ในบรรดากิจการอันเกี่ยวกับ

การจัดวางระเบียบ และดำเนินการงานส่วนธุรการของศาล

                        (๔) ทำรายงานการคดีและกิจการของศาลส่งไปตามระเบียบ และให้มี

อำนาจดังต่อไปนี้

                              ๑. นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใด ๆ ของศาลนั้นหรือเมื่อได้ตรวจ

สำนวนคดีใดแล้วมีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งได้

                              ๒. สั่งคำร้องคำขอต่าง ๆ ที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

ว่าด้วยวิธีพิจารณาความ

                        *[มาตรา ๑๐  แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒]

 

                     มาตรา ๑๐ ทวิ*  ให้รองประธานศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาล

อุทธรณ์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา รองอธิบดี

ผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ รอง

อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรี หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี มีอำนาจ

ตามที่กำหนดไว้ใน (๑) และ (๒) ของมาตรา ๑๐ (๔) และให้มีหน้าที่เป็น

ผู้ช่วยประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง

อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ อธิบดีผู้พิพากษา

ศาลอาญากรุงเทพใต้ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรี หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาล

อาญาธนบุรี แล้วแต่กรณี ตามที่ประธานศาลฎีกา หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลนั้น ๆ

จะได้มอบหมาย

                      *[มาตรา ๑๐ ทวิ  แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๓๒]     

 

                      มาตรา ๑๑

                      *[มาตรา ๑๑  ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๕๒๐]

 

                        มาตรา ๑๒*  ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกเป็นผู้รับผิดชอบให้งานใน

แผนกดำเนินไปโดยเรียบร้อยตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ได้จัดตั้งแผนกนั้นขึ้น

หรือตามคำสั่งของประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษา หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนั้น

*[มาตรา ๑๒  แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๕๒๕]

 

                        มาตรา ๑๓*  ให้มีอธิบดีผู้พิพากษาภาค ส่วนจำนวนและสำนักงาน

จะอยู่ ณ ที่ใด และมีเขตอำนาจเพียงไร ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราช

กฤษฎีกาตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค กับให้มีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ภาคละหนึ่งคน

แต่ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ใน

ทางราชการ จะกำหนดให้ภาคใดมีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคมากกว่าหนึ่งคนก็ได้

                        เมื่อตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคว่างลง หรือเมื่ออธิบดีผู้พิพากษาภาค

ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นผู้ทำการแทน ถ้ามี

รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคมากกว่าหนึ่งคน ให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอาวุโส

สูงสุดเป็นผู้ทำการแทน ถ้ารองอธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจ

ปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับ

เป็นผู้ทำการแทน ในกรณีที่ไม่อาจมีผู้ทำการแทนดังกล่าวได้ รัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงยุติธรรมจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้

                        ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจและหน้าที่อย่างเดียวกับอธิบดีผู้พิพากษา

ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๐ และให้มีอำนาจ

                        (๑) สั่งให้ผู้พิพากษาหรือจ่าศาลรายงานเกี่ยวด้วยคดี หรือรายงาน

กิจการอื่นของศาลซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของตน

                        (๒) นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลทุกศาลซึ่งอยู่ภายในเขตอำนาจ

ของตน หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้ว มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษา

หรือทำความเห็นแย้งได้

                        (๓) ในกรณีจำเป็นจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งในศาลซึ่งอยู่ใน

เขตอำนาจของตนไปช่วยทำหน้าที่ชั่วคราวในอีกศาลหนึ่งก็ได้ แล้วรายงาน

ไปยังกระทรวงยุติธรรมทันที

                        ให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ใน (๒) และให้มี

หน้าที่เป็นผู้ช่วยอธิบดีผู้พิพากษาภาคตามที่อธิบดีผู้พิพากษาภาคจะได้มอบหมาย”

                        *[มาตรา ๑๓  แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๗]

 

                       มาตรา ๑๓ ทวิ*  บรรดาอำนาจและหน้าที่ของข้าหลวงยุติธรรมเกี่ยว

แก่คดีความที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ และบรรดาอำนาจและ

หน้าที่ของข้าหลวงยุติธรรมตามบทกฎหมายอื่นนั้น ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของ

อธิบดีผู้พิพากษาภาค

                        *[มาตรา ๑๓ ทวิ  แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๗]

 

                                                            หมวด ๒

                                                    เขตอำนาจของศาล

                                                 ------

 

                      มาตรา ๑๔*  ศาลชั้นต้นมีเขตดังนี้

                        (๑) ศาลแขวง มีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงได้กำหนดไว้

                        (๒) ศาลจังหวัด มีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดได้กำหนดไว้

แต่บรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนั้น ถ้ายื่น

ฟ้องต่อศาลจังหวัด ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลจังหวัดนั้น ๆ ที่จะไม่ยอมรับพิจารณา

คดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้

                        (๓) ศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรี มีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้ง

ศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรีได้กำหนดไว้

                        (๔) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลอาญากรุงเทพใต้ มีเขตตามที่พระราช

บัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลอาญากรุงเทพใต้ได้กำหนดไว้

                        (๕) ศาลแพ่งและศาลอาญา มีเขตตลอดท้องที่กรุงเทพมหานคร นอกจาก

ท้องที่ที่อยู่ในเขตของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี

ศาลอาญาธนบุรี และศาลจังหวัดมีนบุรี แต่บรรดาคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่ง

และศาลอาญานั้น จะยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญาก็ได้  ทั้งนี้ ให้อยู่ในดุลพินิจ

ของศาลนั้น ๆ ที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้

เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ

                     *[มาตรา ๑๔  แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๓๒]

 

                        มาตรา ๑๕*  ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีและมีอำนาจ

ทำการไต่สวน หรือมีคำสั่งใด ๆ ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจดังที่ระบุไว้

ในมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ (๑) ถึง (๕)

                         ในกรณีที่พิจารณาคดีอาญาตามมาตรา ๒๒ (๕) ถ้าศาลแขวงเห็นว่า

ควรลงโทษจำคุกจำเลยเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำ

ทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่างเกินอัตรา

ที่กล่าวแล้ว ก็ให้มีอำนาจพิพากษาได้ แต่จะต้องให้ผู้พิพากษาอีกอย่างน้อย

คนหนึ่งตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย

                        *[มาตรา ๑๕  แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๒๕]

 

                        มาตรา ๑๖  ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง

 

                     มาตรา ๑๗*  ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลแพ่งธนบุรีมีอำนาจ

พิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั้งปวง

                        ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้และศาลอาญาธนบุรี มีอำนาจพิจารณา

พิพากษาคดีอาญาทั้งปวง

                    *[มาตรา ๑๗  แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๓๒]    

 

                     มาตรา ๑๘*  ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้สั่งรับประทับ

ฟ้องโดยชอบแล้วไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติ

แห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ

                        *[มาตรา ๑๘  แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒]

 

                        มาตรา ๑๙  ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์

คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์

                        นอกจากนี้ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจ

                        (๑) พิพากษายืนตาม แก้ไข หรือกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษา

ลงโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตในเมื่อคดีนั้นได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์

ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

                        (๒) วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องที่ยื่นตามกฎหมายคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น

                        (๓) วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น

 

                      มาตรา ๒๐*  ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์

คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการฎีกา

นอกจากนี้ให้ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตาม

กฎหมายอื่น

                        คดีใดซึ่งศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาแล้ว คู่ความหามีสิทธิที่จะทูลเกล้า ฯ

ถวายฎีกาคัดค้านคดีนั้นต่อไปอีกไม่

                        *[มาตรา ๒๐  แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๕๘๒]

 

                                                            หมวด ๓

                                       องค์คณะผู้พิพากษา

                                                ------

 

                        มาตรา ๒๑  ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งมีอำนาจ

                        (๑) ออกหมายเรียก ออกหมายอาญา ออกหมายสั่ง ให้ส่งคนมาจากหรือ

ไปยังจังหวัดอื่น

                        (๒) ออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี

 

                     มาตรา ๒๒*  ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจเกี่ยวแก่

คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้นดังต่อไปนี้

                        (๑) ทำการไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลใน

คดีแพ่ง

                        (๒) ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา

                        (๓) ทำการไต่สวนและมีคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพตามประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

                        (๔) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงิน

ที่ฟ้องไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

                        (๕) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมาย

กำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่ทั้งนี้จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำ

ทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่างเกิน

อัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

                        (๖) พิจารณาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาท หรือจำนวนเงินที่ฟ้อง

เกินหนึ่งหมื่นบาทแต่ไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือคดีอาญา ซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูง

ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกเกินสามปีแต่ไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับเกิน

หกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                        ในคดีที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีแต่เพียงอำนาจพิจารณา ไม่มีอำนาจ

พิพากษาตาม (๕) หรือ (๖) เมื่อจะพิพากษาคดีจะต้องมีผู้พิพากษาอีก

อย่างน้อยคนหนึ่งตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย

                     *[มาตรา ๒๒  แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๒๕]         

 

                     มาตรา ๒๓*  ศาลชั้นต้นนอกจากศาลแขวงต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย

สองคน จึงเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง

                        เมื่อผู้พิพากษาไม่สามารถจะนั่งพิจารณาความให้ครบองค์คณะได้ ให้

ผู้พิพากษาที่จะนั่งพิจารณาคดีนั้นมีอำนาจเชิญบุคคลที่มีลักษณะดังจะกล่าวต่อไปนี้นั่งเป็น

สำรองผู้พิพากษาเพื่อให้ครบองค์คณะ

                        (๑) เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิสมัครสอบ

เข้าเป็นข้าราชการพลเรือน ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน

แต่ต้องมีอายุตั้งแต่ ๒๕ ปีขึ้นไป

                        (๒) เป็นข้าราชการประจำการหรือนอกประจำการตั้งแต่ชั้นประจำ

แผนกขึ้นไป หรือผู้ที่เป็นเนติบัณฑิตไทย หรือได้รับปริญญาตรีหรือประกาศนียบัตร

หรือปริญญาในทางกฎหมายในต่างประเทศ

                        เมื่อได้เชิญผู้ใดมาเป็นสำรองผู้พิพากษาให้ช่วยพิจารณาคดีดังกล่าว

มาข้างบนนั้นแล้ว ให้รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทันที

                        ถ้าได้มีการร้องคัดค้านผู้ที่เชิญมาเป็นสำรองผู้พิพากษา ให้ผู้พิพากษา

ที่พิจารณาคดีเชิญบุคคลอื่นมาเป็นสำรองผู้พิพากษาแทนต่อไป การใดที่ศาล

ได้จัดทำไปก่อนมีการคัดค้าน เป็นอันสมบูรณ์

                        *[มาตรา ๒๓  แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒]

 

                        มาตรา ๒๔  ศาลอุทธรณ์ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคน และศาลฎีกา

อย่างน้อยสามคน จึงเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีได้

 

---------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒

                    มาตรา ๑๕  บรรดาอำนาจและหน้าที่ของอธิบดีศาลฎีกาเกี่ยวแก่

คดีความที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้ และบรรดาอำนาจและ

หน้าที่ของอธิบดีศาลฎีกาตามบทกฎหมายอื่นนั้น ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของ

ประธานศาลฎีกา

                        [รก.๒๔๘๒/-/๑๐๙๗/๑๒ ตุลาคม ๒๔๘๒]

 

---------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓)

พ.ศ. ๒๔๙๗

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อ

เปลี่ยนเรียกชื่อตำแหน่ง "ข้าหลวงยุติธรรม" เป็น "อธิบดีผู้พิพากษาภาค"

ตามร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๔๙๗

                        [รก.๒๔๙๗/๖๘/๑๕๙๓/๒๖ ตุลาคม ๒๔๙๗]

---------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๔)

พ.ศ. ๒๔๙๙

                        มาตรา ๓  พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้ว

ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้ใช้กฎหมายที่ใช้อยู่ก่อนวันที่กล่าวแล้ว

บังคับแก่คดีนั้น ๆ จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

 

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ด้วย

ปรากฏว่าคดีไม่มีทุนทรัพย์มีความสำคัญยิ่งขึ้น จึงควรให้มาฟ้องยังศาลแพ่งหรือ

ศาลจังหวัดอันมีผู้พิพากษาสองคนเป็นองค์คณะแทนศาลแขวง และสมควรเพิ่ม

จำนวนทุนทรัพย์คดีแพ่งและค่าปรับคดีอาญาที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นคนเดียวและ

ศาลแขวงมีอำนาจดำเนินคดีให้เหมาะสม และเพื่อให้คดีได้เสร็จลุล่วงไป

โดยเร็วยิ่งขึ้น

                        [รก.๒๔๙๙/๗๘/๑๐๕๘/๒๐ ตุลาคม ๒๔๙๙]

---------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๕)

พ.ศ. ๒๕๑๒

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย

ปริมาณงานทั้งด้านการพิจารณาพิพากษาคดีและธุรการของศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์

ศาลแพ่งและศาลอาญาได้เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ แต่ผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลงาน

ของแต่ละศาลมีเพียงตำแหน่งเดียว ไม่มีผู้ช่วยปฏิบัติราชการ ทำให้ราชการของ

ศาลดำเนินไปไม่สะดวกรวดเร็วเท่าที่ควร สมควรกำหนดให้มีตำแหน่งรองประธาน

ศาลฎีกา และรองอธิบดีผู้พิพากษาขึ้นในศาลอุทธรณ์ ศาลแพ่งและศาลอาญา เพื่อ

ช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ อันจะเป็นผลให้ราชการของศาลได้สำเร็จลุล่วงไปด้วย

ความรวดเร็ว  จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

                        [รก.๒๕๑๒/๘๔/๘๑๒/๓๐ กันยายน ๒๕๑๒]

 

---------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๖)

พ.ศ. ๒๕๒๐

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

ประชาชนในกรุงเทพมหานครมีจำนวนมากขึ้น และมีคดีความมาสู่การพิจารณา

พิพากษาของศาลแพ่งและศาลอาญาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากแต่ห้องพิจารณา

ของศาลแพ่งและศาลอาญามีอยู่จำกัด ไม่เพียงพอกับจำนวนคดีที่มาสู่ศาล ประกอบกับ

การคมนาคมในกรุงเทพมหานครไม่สู้จะคล่องตัว ทำให้ประชาชนผู้มีอรรถคดี

และผู้เกี่ยวข้องไม่ได้รับความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางไปติดต่อ

กับศาล สมควรจัดตั้งศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรีเพิ่มขึ้น เพื่อพิจารณา

พิพากษาคดีที่เกิดขึ้นในเขตจังหวัดธนบุรีเดิม  จึงจำเป็นต้องตราพระราช

บัญญัตินี้ขึ้น

                        [รก.๒๕๒๐/๑๗/๔พ/๙ มีนาคม ๒๕๒๐]

 

---------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๗)

พ.ศ. ๒๕๒๒

                        มาตรา ๕  คดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

ให้คงเป็นไปตามกฎหมายซึ่งใช้บังคับอยู่ก่อนนั้นจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

 

 

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

ในปัจจุบันศาลแขวงมีผู้พิพากษาหลายคน แต่บทบัญญัติมาตรา ๑๕ แห่งพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรมบัญญัติให้คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง ซึ่งศาลแขวงเห็นว่าโทษ

ของจำเลยควรจำคุกเกินหกเดือนหรือปรับเกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราดังกล่าว

ศาลแขวงต้องทำความเห็นส่งสำนวนไปให้ศาลอาญาหรือศาลจังหวัดพิพากษา

ทำให้คดีล่าช้า สมควรให้ผู้พิพากษาศาลแขวงสองคนมีอำนาจพิพากษาคดีที่อยู่

ในอำนาจศาลแขวงนั้นได้เลย นอกจากนี้จำนวนทุนทรัพย์คดีแพ่งและค่าปรับ

คดีอาญาที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นคนเดียว และศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษา

คดีตามบทบัญญัติมาตรา ๒๒ ยังไม่เหมาะสมกับภาวะทางเศรษฐกิจและสภาพการณ์

ของประเทศในปัจจุบัน สมควรเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์คดีแพ่งและค่าปรับคดีอาญา

ให้สูงขึ้น และสมควรตัดอำนาจทำการไต่สวนและมีคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพ

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาณาออก เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไข

เพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามประกาศของคณะปฏิวัติ

ฉบับที่ ๓๓๓ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕  จึงจำเป็นต้องตรา

พระราชบัญญัตินี้ขึ้น

                        [รก.๒๕๒๒/๖๔/๑๗พ/๒๘ เมษายน ๒๕๒๒]

 

---------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๘)

พ.ศ. ๒๕๒๕

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ตามที่

ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเกี่ยวกับอำนาจของศาลแขวง

และผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น โดยตัดอำนาจทำการไต่สวนและมีคำสั่ง

ในการชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาออก เพื่อให้

สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตาม

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๓ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ที่ให้

ยกเลิกการไต่สวนและมีคำสั่งในกรณีดังกล่าวโดยศาลนั้น  บัดนี้ ได้มีการประกาศ

ใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๑๒)

พ.ศ. ๒๕๒๓ ซึ่งบัญญัติให้นำการไต่สวนในศาลกลับมาใช้บังคับแก่กรณีดังกล่าวอีก

สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรมให้สอดคล้องกัน เพื่อให้ศาลแขวง

และผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นมีอำนาจทำการไต่สวนและมีคำสั่งในการ

ชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้เช่นเดิม  ทั้งนี้

เพื่อความสะดวกรวดเร็ว  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

                        [รก.๒๕๒๕/๓๓/๑พ/๕ มีนาคม  ๒๕๒๕]

 

---------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๙)

พ.ศ. ๒๕๒๕

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

บทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้ให้อำนาจรัฐมนตรี

ว่าการกระทรวงยุติธรรมไว้จำกัดแต่เฉพาะที่จะสั่งให้ผู้พิพากษาของศาลจังหวัด

ไปนั่งเป็นศาล ณ ที่ว่าการอำเภอแห่งท้องที่ เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้น

ในท้องที่อำเภอนั้นชั่วคราว ทำให้เกิดความขัดข้องในด้านอาคารสถานที่และ

ไม่สามารถอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนได้อย่างเต็มที่สมตามความมุ่งหมาย

สมควรแก้ไขให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจสั่งให้ผู้พิพากษาของ

ศาลจังหวัดไปนั่งเป็นศาล ณ สถานที่ที่ใดสถานที่หนึ่งนอกจากที่ว่าการอำเภอ

แห่งท้องที่เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีเป็นการชั่วคราวได้ด้วย และให้มีอำนาจ

กำหนดให้ศาลดังกล่าวมีเขตอำนาจในท้องที่อำเภออื่นที่อยู่ใกล้เคียงด้วย

อันจะเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการติดต่อกับศาล  จึง

จำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

                        [รก.๒๕๒๕/๑๒๑/๑๑พ/๒๗ สิงหาคม ๒๕๒๕]

 

---------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๑๐)

พ.ศ. ๒๕๒๗

                        มาตรา ๓  ให้แก้คำว่า “นาย” ในกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรมเป็น “คน” ทุกแห่ง

 

---------------------

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย

ปริมาณงานตุลาการและงานธุรการของสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาคได้เพิ่มมากขึ้น

เป็นลำดับ แต่ผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลงานของสำนักงานมีอธิบดีผู้พิพากษาภาคเพียง

คนเดียวไม่มีผู้ช่วยปฏิบัติราชการ ทำให้ราชการของสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค

ดำเนินไปไม่สะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร สมควรกำหนดให้มีตำแหน่ง

รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ อันจะเป็นผลให้ราชการของ

สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาคได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ยิ่งขึ้น และในโอกาสนี้สมควรแก้ไขคำว่า “นาย” ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วย

พระธรรมนูญศาลยุติธรรมเป็น “นาย” ทุกแห่ง เพื่อให้สอดคล้องกับการที่ให้สตรี

ดำรงตำแหน่งข้าราชการตุลาการได้ รวมทั้งสมควรแก้ไขถ้อยคำในมาตรา ๘

และมาตรา ๙ เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขในมาตรา ๑๓ ด้วย  จึงจำเป็น

ต้องตราพระราชบัญญัตินี้

                        [รก.๒๕๒๗/๑๖๙/๔พ/๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๗]

 

---------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๑๑)

พ.ศ. ๒๕๓๒

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

ได้มีการจัดตั้งศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลอาญากรุงเทพใต้ขึ้นตามพระราช

บัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลอาญากรุงเทพใต้ พ.ศ. ๒๕๓๒ เพื่อ

เป็นการแบ่งเบาคดีจากศาลแพ่งและศาลอาญา และเพื่อให้ประชาชนผู้มีอรรถคดี

และผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางไปติดต่อกับศาล

ในการนี้จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเพื่อกำหนดเขต

อำนาจของศาลดังกล่าวและแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้อง

กันด้วย  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

                        [รก.๒๕๓๒/๑๒๗/๙พ/๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๒]

 

 

ดวงใจ/แก้ไข

 ๕ ก.พ. ๔๕