ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

------

                    ฯลฯ                ฯลฯ

*[10]

                          `บรรพ 6

                           มรดก

                          ------

                          ลักษณะ 1

                       บทเบ็ดเตล็ดทั่วไป

                          หมวด 1

                    การตกทอดแห่งทรัพย์มรดก

                          ------

     มาตรา 1599  เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท

     ทายาทอาจเสียไปซึ่งสิทธิในมรดกได้แต่โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้

หรือกฎหมายอื่น

     มาตรา 1600  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดก

ของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ

เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้

     มาตรา 1601  ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน

     มาตรา 1602  เมื่อบุคคลใดต้องถือว่าถึงแก่ความตายตามความใน

มาตรา 62 แห่งประมวลกฎหมายนี้ มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท

     ถ้าพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ หรือตายในเวลาอื่นผิดไปจากเวลา

ดังระบุไว้ในคำสั่งที่สั่งให้เป็นคนสาบสูญ ให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 63 แห่งประมวล

กฎหมายนี้บังคับแก่ทายาทของบุคคลนั้น

     มาตรา 1603  กองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมายหรือ

โดยพินัยกรรม

     ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย เรียกว่า `ทายาทโดยธรรม'

     ทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม เรียกว่า `ผู้รับพินัยกรรม'

                          หมวด 2

                        การเป็นทายาท

                          ------

     มาตรา 1604  บุคคลธรรมดาจะเป็นทายาทได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคลหรือ

สามารถมีสิทธิได้ตามมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่

ความตาย

     เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้ถือว่าเด็กที่เกิดมารอดอยู่ภายในสามร้อยสิบวัน

นับแต่เวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายนั้น เป็นทารกในครรภ์มารดาอยู่ในเวลาที่

เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย

     มาตรา 1605  ทายาทคนใดยักย้าย หรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะ

ได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉล หรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น

ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย แต่ถ้าได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดก

น้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเฉพาะส่วนที่ได้

ยักย้ายหรือปิดบังไว้นั้น

     มาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่ผู้รับพินัยกรรม ซึ่งผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยก

ทรัพย์สินให้เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่าง ในอันที่จะได้รับทรัพย์สินนั้น

     มาตรา 1606  บุคคลดังต่อไปนี้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร

คือ

     (1) ผู้ที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำ หรือพยายามกระทำให้

เจ้ามรดกหรือผู้มีสิทธิได้รับมรดกก่อนตนถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

     (2) ผู้ที่ได้ฟ้องเจ้ามรดกหาว่าทำความผิดโทษประหารชีวิตและตนเองกลับ

ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดฐานฟ้องเท็จหรือทำพยานเท็จ

     (3) ผู้ที่รู้แล้วว่าเจ้ามรดกถูกฆ่าโดยเจตนา แต่มิได้นำข้อความนั้นขึ้น

ร้องเรียนเพื่อเป็นทางที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่ข้อนี้มิให้ใช้บังคับถ้า

บุคคลนั้นมีอายุยังไม่ครบสิบหกปีบริบูรณ์ หรือเป็นคนวิกลจริตไม่สามารถรู้ผิดชอบ

หรือถ้าผู้ที่ฆ่านั้นเป็นสามีภริยาหรือผู้บุพพการีหรือผู้สืบสันดานของตนโดยตรง

     (4) ผู้ที่ฉ้อฉลหรือข่มขู่ให้เจ้ามรดกทำหรือเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลง

พินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมดซึ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดก หรือไม่ให้กระทำการ

ดังกล่าวนั้น

     (5) ผู้ที่ปลอม ทำลาย หรือปิดบังพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมด

     เจ้ามรดกอาจถอนข้อกำจัดฐานเป็นผู้ไม่สมควรเสียก็ได้โดยให้อภัยไว้

เป็นลายลักษณ์อักษร

     มาตรา 1607  การถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบ

สันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้ว

แต่ในส่วนทรัพย์สินซึ่งผู้สืบสันดานได้รับมรดกมาเช่นนี้ ทายาทที่ว่านั้นไม่มีสิทธิ

ที่จะจัดการและใช้ดังที่ระบุไว้ในบรรพ 5 ลักษณะ 2 หมวด 3 แห่งประมวล

กฎหมายนี้ ในกรณีเช่นนั้นให้ใช้มาตรา 1548 บังคับโดยอนุโลม

                          หมวด 3

                      การตัดมิให้รับมรดก

                          ------

     มาตรา 1608  เจ้ามรดกจะตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใดมิให้รับ

มรดกก็ได้ แต่ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้ง

     (1) โดยพินัยกรรม

     (2) โดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่

     ตัวทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกนั้นต้องระบุไว้ให้ชัดเจน

     แต่เมื่อบุคคลใดได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดแล้ว

ให้ถือว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัด

มิให้รับมรดก

     มาตรา 1609  การแสดงเจตนาตัดมิให้รับมรดกนั้นจะถอนเสียก็ได้

     ถ้าการตัดมิให้รับมรดกนั้นได้ทำโดยพินัยกรรม จะถอนเสียได้ก็แต่โดย

พินัยกรรมเท่านั้น แต่ถ้าการตัดมิให้รับมรดกทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงาน

เจ้าหน้าที่ การถอนจะทำตามแบบใดแบบหนึ่งดังบัญญัติไว้ในมาตรา 1608 (1)

หรือ (2) ก็ได้

                          หมวด 4

                     การสละมรดกและอื่น ๆ

                          ------

     มาตรา 1610  ถ้ามรดกตกทอดแก่ผู้เยาว์ หรือบุคคลวิกลจริต หรือ

บุคคลผู้ไม่สามารถจะจัดทำการงานของตนเองได้ตามความหมายแห่งมาตรา 32

แห่งประมวลกฎหมายนี้ และบุคคลนั้นยังไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้อนุบาล

หรือผู้พิทักษ์ เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอก็ให้ศาลตั้งผู้ปกครอง

ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณี

     มาตรา 1611  ทายาทซึ่งเป็นผู้เยาว์ บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลผู้ไม่สามารถ

จะจัดทำการงานของตนเองได้ตามความหมายแห่งมาตรา 32 แห่งประมวล

กฎหมายนี้ จะทำการดังต่อไปนี้ไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมของบิดามารดา

ผู้ปกครอง ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณี และได้รับอนุมัติจากศาลแล้ว คือ

     (1) สละมรดก

     (2) รับมรดกอันมีค่าภาระติดพันหรือเงื่อนไข

     มาตรา 1612  การสละมรดกนั้น ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือ

มอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาปราณีประนอมยอมความ

     มาตรา 1613  การสละมรดกนั้น จะทำแต่เพียงบางส่วน หรือทำโดย

มีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาไม่ได้

     การสละมรดกนั้น จะถอนเสียมิได้

     มาตรา 1614  ถ้าทายาทสละมรดกด้วยวิธีใดโดยที่รู้อยู่ว่าการที่ทำเช่นนั้น

จะทำให้เจ้าหนี้ของตนเสียเปรียบ เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนการสละ

มรดกนั้นเสียได้ แต่ความข้อนี้มิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่สละมรดกนั้น

บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้

เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการสละมรดกโดยเสน่หา เพียง

แต่ทายาทผู้สละมรดกเป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้ว ที่จะขอเพิกถอนได้

     เมื่อศาลเพิกถอนการสละมรดกแล้ว เจ้าหนี้จะร้องขอให้ศาลสั่ง เพื่อ

ให้ตนรับมรดกแทนที่ทายาทและในสิทธิของทายาทนั้นก็ได้

     ในกรณีเช่นนี้ เมื่อได้ชำระหนี้ของทายาทนั้นให้แก่เจ้าหนี้แล้ว ถ้าส่วน

ของทายาทนั้นยังมีเหลืออยู่อีก ก็ให้ได้แก่ผู้สืบสันดานของทายาทนั้น หรือทายาทอื่น

ของเจ้ามรดก แล้วแต่กรณี

     มาตรา 1615  การที่ทายาทสละมรดกนั้น มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่

เจ้ามรดกตาย

     เมื่อทายาทโดยธรรมคนใดสละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นสืบ

มรดกได้ตามสิทธิของตน และชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนแบ่งที่ผู้สละ

มรดกนั้นจะได้รับแต่ผู้สืบสันดานนั้นต้องไม่ใช่ผู้ที่บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือ

ผู้อนุบาล แล้วแต่กรณี ได้บอกสละมรดกโดยสมบูรณ์ในนามของผู้สืบสันดานนั้น

     มาตรา 1616  ถ้าผู้สืบสันดานของผู้สละมรดกได้มรดกมาดังกล่าวไว้

ในมาตรา 1615 แล้ว ผู้ที่ได้สละมรดกนั้นไม่มีสิทธิในส่วนทรัพย์สินอันผู้สืบสันดาน

ของตนได้รับมรดกมาในอันที่จะจัดการและใช้ดังที่ระบุไว้ในบรรพ 5 ลักษณะ 2

หมวด 3 แห่งประมวลกฎหมายนี้ และให้ใช้มาตรา 1548 บังคับโดยอนุโลม

     มาตรา 1617  ผู้รับพินัยกรรมคนใดสละมรดก ผู้นั้นรวมตลอดทั้งผู้สืบ

สันดานไม่มีสิทธิจะรับมรดกที่ได้สละแล้วนั้น

     มาตรา 1618  ถ้าทายาทโดยธรรมผู้ที่ได้สละมรดกไม่มีผู้สืบสันดานที่จะ

รับมรดกได้หรือผู้รับพินัยกรรมได้สละมรดก ให้ปันส่วนแบ่งของผู้ที่ได้สละมรดก

นั้น ๆ แก่ทายาทอื่นของเจ้ามรดกต่อไป

     มาตรา 1619  ผู้ใดจะสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยประการใดซึ่งสิทธิ

อันหากจะมีในภายหน้าในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้

                          ลักษณะ 2

                   สิทธิโดยธรรมในการรับมรดก

                          หมวด 1

                       บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

                          ------

     มาตรา 1620  ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำพินัยกรรมไว้

แต่ไม่มีผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตาม

กฎหมาย

     ถ้าผู้ใดตายโดยได้ทำพินัยกรรมไว้ แต่พินัยกรรมนั้นจำหน่ายทรัพย์หรือมีผล

บังคับได้แต่เพียงบางส่วนแห่งทรัพย์มรดก ให้ปันส่วนที่มิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรม

หรือส่วนที่พินัยกรรมไม่มีผลบังคับให้แก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย

     มาตรา 1621  เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้แสดงเจตนากำหนดไว้ใน

พินัยกรรมเป็นอย่างอื่นแม้ทายาทโดยธรรมคนใดจะได้รับทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใด

ตามพินัยกรรม ทายาทคนนั้นก็ยังมีสิทธิที่จะเรียกเอาส่วนโดยธรรมของตนจาก

ทรัพย์มรดกส่วนที่ยังไม่ได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมจนเต็มอีกก็ได้

     มาตรา 1622  พระภิกษุนั้น จะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็น

ทายาทโดยธรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกำหนด

อายุความตามมาตรา 1754

     แต่พระภิกษุนั้น อาจเป็นผู้รับพินัยกรรมได้

     มาตรา 1623  ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ใน

สมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนา

ของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดย

พินัยกรรม

     มาตรา 1624  ทรัพย์สินใดเป็นของบุคคลก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ

ทรัพย์สินนั้นหาตกเป็นสมบัติของวัดไม่ และให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดย

ธรรมของบุคคลนั้นหรือบุคคลนั้นจะจำหน่ายโดยประการใดตามกฎหมายก็ได้

     มาตรา 1625  ถ้าผู้ตายเป็นผู้สมรสแล้ว การคิดส่วนแบ่งและการปัน

ทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นให้เป็นไปดังนี้

     (1) ในเรื่องส่วนแบ่งในทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาให้อยู่ในบังคับของ

บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการหย่าโดยยินยอมทั้งสองฝ่าย อันมี

บทบัญญัติเพิ่มเติมให้บริบูรณ์ในมาตรา 1637 และ 1638 และโดยเฉพาะต้อง

อยู่ในบังคับแห่งมาตรา 1513 ถึง 1517 แห่งประมวลกฎหมายนี้ แต่การคิด

ส่วนแบ่งนั้นมีผลตั้งแต่วันที่การสมรสได้สิ้นไปด้วยเหตุความตายนั้น

     (2) ในเรื่องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ให้อยู่ในบังคับของ

บทบัญญัติแห่งบรรพนี้ นอกจากมาตรา 1637 และ 1638

     มาตรา 1626  เมื่อได้ปฏิบัติตามมาตรา 1625 (1) แล้ว ให้คิด

ส่วนแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาทโดยธรรม ดังต่อไปนี้

     (1) ทรัพย์มรดกนั้นให้แบ่งแก่ทายาทตามลำดับและชั้นต่าง ๆ ดังที่

บัญญัติไว้ในหมวด 2 แห่งลักษณะนี้

     (2) ส่วนแบ่งอันจะได้แก่ทายาทในลำดับและชั้นต่าง ๆ นั้น ให้แบ่ง

ในระหว่างบรรดาทายาทในลำดับและชั้นนั้น ๆ ดังที่บัญญัติไว้ในหมวด 3 แห่ง

ลักษณะนี้

     มาตรา 1627  บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น

ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามความหมายแห่ง

ประมวลกฎหมายนี้

     มาตรา 1628  สามีภริยาที่ร้างกัน หรือแยกกันอยู่โดยยังมิได้หย่าขาด

จากกันตามกฎหมาย มิได้สิ้นไปซึ่งสิทธิโดยธรรมในการสืบมรดกซึ่งกันและกัน

                          หมวด 2

     การแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาทโดยธรรมในลำดับและชั้นต่าง ๆ

                          ------

     มาตรา 1629  ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่ง

มาตรา 1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ

     (1) ผู้สืบสันดาน

     (2) บิดามารดา

     (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

     (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน

     (5) ปู่ ย่า ตา ยาย

     (6) ลุง ป้า น้า อา

     คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติ

พิเศษแห่งมาตรา 1635

     มาตรา 1630  ตราบใดที่มีทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยัง

ไม่ขาดสาย แล้วแต่กรณี ในลำดับหนึ่งที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 ทายาทผู้ที่อยู่ใน

ลำดับถัดไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย

     แต่ความในวรรคก่อนนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใด

ยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่กัน แล้วแต่กรณี และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่

ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร

     มาตรา 1631  ในระหว่างผู้สืบสันดานต่างชั้นกันนั้น บุตรของเจ้ามรดก

อันอยู่ในชั้นสนิทที่สุดเท่านั้นมีสิทธิรับมรดก ผู้สืบสันดานที่อยู่ในชั้นถัดลงไปจะ

รับมรดกได้ก็แต่โดยอาศัยสิทธิในการรับมรดกแทนที่

                          หมวด 3

        การแบ่งส่วนมรดกของทายาทโดยธรรมในลำดับและชั้นต่าง ๆ

                          ส่วนที่ 1

                           ญาติ

                          ------

     มาตรา 1632  ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1629 วรรคสุดท้าย การแบ่ง

ส่วนมรดกของทายาทโดยธรรมในลำดับญาติ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติในส่วนที่ 1

แห่งหมวดนี้

     มาตรา 1633  ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกัน ในลำดับหนึ่ง ๆ ที่

ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้นชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลำดับหนึ่งมี

ทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด

     มาตรา 1634  ระหว่างผู้สืบสันดานที่รับมรดกแทนที่กันในส่วนแบ่งของ

สายหนึ่ง ๆ ตามบทบัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 4 นั้น ให้ได้รับส่วนแบ่งมรดก

ดังนี้

     (1) ถ้ามีผู้สืบสันดานต่างชั้นกัน บุตรของผู้ตายซึ่งอยู่ในชั้นสนิทที่สุด

เท่านั้นมีสิทธิรับมรดก ผู้สืบสันดานในชั้นถัดลงไปจะรับมรดกได้ก็แต่โดยอาศัย

สิทธิในการรับมรดกแทนที่

     (2) ผู้สืบสันดานในชั้นเดียวกันได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน

     (3) ถ้าในชั้นหนึ่งมีผู้สืบสันดานคนเดียว ผู้สืบสันดานคนนั้นมีสิทธิได้รับ

ส่วนแบ่งทั้งหมด

                          ส่วนที่ 2

                          คู่สมรส

                          ------

     มาตรา 1635  ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับ

มรดกของผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดังต่อไปนี้

     (1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (1) ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดก

แทนที่ แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่า

ตนเป็นทายาทชั้นบุตร

     (2) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (3) และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือ

มีผู้รับมรดกแทนที่ หรือถ้าไม่มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) แต่มีทายาทตาม

มาตรา 1629 (2) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดก

กึ่งหนึ่ง

     (3) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (4) หรือ (6) และทายาทนั้นยังมี

ชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่หรือมีทายาทตามมาตรา 1629 (5) แล้วแต่กรณี

คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ มีสิทธิได้มรดกสองส่วนในสาม

     (4) ถ้าไม่มีทายาทดังที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น

มีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมด

     มาตรา 1636  ถ้าเจ้ามรดกมีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายก่อนใช้ประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 หลายคนยังมีชีวิตอยู่ ภริยาเหล่านั้นทั้งหมด

รวมกันมีสิทธิได้รับมรดกตามลำดับชั้นและส่วนแบ่งดังระบุไว้ในมาตรา 1635

แต่ในระหว่างกันเองให้ภริยาน้อยแต่ละคนมีสิทธิได้รับมรดกกึ่งส่วนที่ภริยาหลวง

จะพึงได้รับ

     มาตรา 1637  ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นผู้รับประโยชน์ตาม

สัญญาประกันชีวิต คู่สมรสฝ่ายนั้นมีสิทธิรับจำนวนเงินทั้งหมดที่ได้ตกลงไว้กับ

ผู้รับประกันภัย แต่จำต้องเอาจำนวนเบี้ยประกันภัย เพียงเท่าที่พิสูจน์ได้ว่า

สูงกว่าจำนวนเงินที่ผู้ตายจะพึงส่งใช้เป็นเบี้ยประกันภัยได้ตามรายได้หรือฐานะ

ของตนโดยปกติไปชดใช้สินเดิมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งหรือสินสมรส แล้วแต่กรณี

     ถึงอย่างไรก็ดี จำนวนเงินเบี้ยประกันภัยซึ่งจะพึงส่งคืนตามบทบัญญัติ

ข้างต้นนั้น รวมทั้งสิ้นต้องไม่เกินจำนวนเงินที่ผู้รับประกันภัยได้ชำระให้

     มาตรา 1638  เมื่อคู่สมรสทั้งสองฝ่ายได้ลงทุนออกเงินในการทำสัญญา

และตามสัญญานั้นทั้งสองฝ่ายจะต้องได้รับเงินปีในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ร่วมกัน และ

เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตาย ฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่จะต้องได้รับเงินปีต่อไปตลอดอายุ

หรือสินสมรส แล้วแต่กรณี สุดแต่ว่าได้เอาเงินสินเดิมหรือสินสมรสไปใช้ในการ

ลงทุนนั้น เงินที่จะต้องชดใช้สินเดิมหรือสินสมรสดังว่านี้ ให้ชดใช้เท่าจำนวนเงิน

ซึ่งผู้จ่ายเงินรายปีจะเรียกให้ใช้เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อผู้จ่ายจะได้จ่ายเงิน

รายปีให้แก่คู่สมรสฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นต่อไป

                          หมวด 4

                      การรับมรดกแทนที่กัน

                          ------

     มาตรา 1639  ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3)

(4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย

ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของ

บุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดาน

ของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่ง

ของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย

     มาตรา 1640  เมื่อบุคคลใดต้องถือว่าถึงแก่ความตายตามความใน

มาตรา 65 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้มีการรับมรดกแทนที่กันได้

     มาตรา 1641  ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629 (2)

หรือ (5) ถึงแก่ความตาย หรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้า

มีทายาทในลำดับเดียวกันยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้ส่วนแบ่งทั้งหมดตกได้แก่ทายาทนั้น

เท่านั้น ห้ามมิให้มีการรับมรดกแทนที่กันต่อไป

     มาตรา 1642  การรับมรดกแทนที่กันนั้น ให้ใช้บังคับแต่ในระหว่าง

ทายาทโดยธรรม

     มาตรา 1643  สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะผู้สืบสันดานโดยตรง

ผู้บุพพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่

     มาตรา 1644  ผู้สืบสันดานจะรับมรดกแทนที่ได้ต่อเมื่อมีสิทธิบริบูรณ์

ในการรับมรดก

     มาตรา 1645  การที่บุคคลใดสละมรดกของบุคคลอีกคนหนึ่งนั้น ไม่ตัด

สิทธิของผู้สละที่จะรับมรดกแทนที่บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นในการสืบมรดกบุคคลอื่น

                          ลักษณะ 3

                          พินัยกรรม

                          หมวด 1

                       บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

                          ------

     มาตรา 1646  บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรม กำหนดการ

เผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผล

บังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้

     มาตรา 1647  การแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายนั้นย่อมทำได้ด้วย

คำสั่งสุดท้ายกำหนดไว้ในพินัยกรรม

     มาตรา 1648  พินัยกรรมนั้นต้องทำตามแบบซึ่งระบุไว้ในหมวด 2

แห่งลักษณะนี้

     มาตรา 1649  ผู้จัดการมรดกซึ่งผู้ตายตั้งไว้ย่อมมีอำนาจและหน้าที่

ในอันที่จะจัดการนำศพของผู้ตาย เว้นแต่ผู้ตายจะได้ตั้งบุคคลอื่นไว้โดยเฉพาะ

ให้จัดการดังว่านั้น

     ถ้าผู้ตายมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือบุคคลใดไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพ

หรือทายาทมิได้มอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพ บุคคลผู้ได้รับ

ทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมหรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด เป็น

ผู้มีอำนาจและตกอยู่ในหน้าที่ต้องจัดการทำศพ เว้นแต่ศาลจะเห็นเป็นการ

สมควรตั้งบุคคลอื่นให้จัดการเช่นนั้น ในเมื่อบุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่ง

ร้องขอขึ้น

     มาตรา 1650  ค่าใช้จ่ายเกิดมีหนี้เป็นคุณแก่บุคคลใดในการจัดการ

ทำศพนั้น ให้เรียกเอาได้ตามบุริมสิทธิที่ระบุไว้ในมาตรา 253 (2) แห่ง

ประมวลกฎหมายนี้

     ถ้าการจัดการทำศพ ต้องชักช้าไปด้วยประการใด ๆ ให้บุคคลผู้มี

อำนาจตามความในมาตราก่อนกันเงินเป็นจำนวนอันสมควรจากสินทรัพย์แห่ง

กองมรดกเพื่อใช้ในการนี้ โดยให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งร้องต่อศาล

ในกรณีที่ไม่ตกลงหรือคัดค้านการกันเงินจำนวนนั้น

     กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม เงินค่าใช้จ่าย หรือเงินที่กันไว้อันเกี่ยวกับ

การจัดการทำศพนั้น ให้กันไว้ได้แต่เพียงจำนวนตามสมควรแก่ฐานะในสมาคม

ของผู้ตาย แต่จะต้องไม่เป็นการเสื่อมเสียต่อสิทธิของเจ้าหนี้ของผู้ตาย

     มาตรา 1651  ภายใต้บังคับบทบัญญัติลักษณะ 4

     (1) เมื่อตามข้อกำหนดตามพินัยกรรม บุคคลใดมีสิทธิที่จะได้รับทรัพย์

มรดกทั้งหมดของเจ้ามรดกหรือตามเศษส่วน หรือตามส่วนที่เหลือแห่งทรัพย์

มรดก ซึ่งมิได้แยกไว้ต่างหากเป็นพิเศษจากกองมรดก บุคคลนั้นเรียกว่าผู้รับ

พินัยกรรมลักษณะทั่วไป และมีสิทธิและความรับผิดเช่นเดียวกับทายาทโดยธรรม

     (2) เมื่อตามข้อกำหนดพินัยกรรมบุคคลใดมีสิทธิที่จะได้รับทรัพย์สิน

เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่างซึ่งเจาะจงไว้โดยเฉพาะ หรือแยกไว้ต่างหากเป็น

พิเศษจากกองมรดก บุคคลนั้นเรียกว่า ผู้รับพินัยกรรมลักษณะเฉพาะ และ

มีสิทธิและความรับผิดที่เกี่ยวกับทรัพย์สินเท่านั้น

     ในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับพินัยกรรมเป็นผู้รับ

พินัยกรรมลักษณะเฉพาะ

     มาตรา 1652  บุคคลผู้อยู่ในความปกครองนั้น จะทำพินัยกรรมยก

ทรัพย์มรดกของตนให้แก่ผู้ปกครองหรือคู่สมรส บุพพการี หรือผู้สืบสันดานหรือ

พี่น้องของผู้ปกครองไม่ได้จนกว่าผู้ปกครองจะได้ทำคำแถลงการณ์ปกครอง

ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1577 และมาตราต่อ ๆ ไปแห่งประมวลกฎหมายนี้

เสร็จสิ้นแล้ว

     มาตรา 1653  ผู้เขียน หรือพยานในพินัยกรรมจะเป็นผู้รับทรัพย์ตาม

พินัยกรรมนั้นไม่ได้

     ให้ใช้บทบัญญัติในวรรคก่อนบังคับแก่คู่สมรสของผู้เขียนหรือพยานใน

พินัยกรรมด้วย

     พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้จดข้อความแห่งพินัยกรรมที่พยานนำมาแจ้ง

ตามมาตรา 1663 ให้ถือว่าเป็นผู้เขียนพินัยกรรมตามความหมายแห่งมาตรานี้

     มาตรา 1654  ความสามารถของผู้ทำพินัยกรรมนั้นให้พิจารณาแต่ใน

เวลาที่ทำพินัยกรรมเท่านั้น

     ความสามารถของผู้รับพินัยกรรมนั้น ให้พิจารณาแต่ในเวลาที่ผู้ทำ

พินัยกรรมตายเท่านั้น

                          หมวด 2

                        แบบพินัยกรรม

                          ------

     มาตรา 1655  พินัยกรรมนั้น จะทำได้ก็แต่ตามแบบใดแบบหนึ่งดังที่

บัญญัติไว้ในหมวดนี้

     มาตรา 1656  พินัยกรรมนั้น จะทำตามแบบดังนี้ก็ได้ กล่าวคือต้องทำ

เป็นหนังสือลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อ

ไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อ

รับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น

     การขูดลบ ตก เติมหรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้น

ย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่จะได้ปฏิบัติตามแบบอย่างเดียวกับการทำพินัยกรรมตาม

มาตรานี้

     มาตรา 1657  พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับก็ได้

กล่าวคือผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี

และลายมือชื่อของตน

     การขูดลบ ตก เติมหรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้น

ย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้ทำด้วยมือตนเอง และลงลายมือชื่อ

กำกับไว้

     บทบัญญัติมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายนี้ มิให้ใช้บังคับแก่พินัยกรรม

ที่ทำขึ้นตามมาตรานี้

     มาตรา 1658  พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารฝ่ายเมืองก็ได้ กล่าวคือ

     (1) ผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ใน

พินัยกรรมของตน แก่กรมการอำเภอต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน

     (2) กรมการอำเภอต้องจดข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งให้ทราบนั้นลงไป

และอ่านข้อความนั้นให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟัง

     (3) เมื่อผู้ทำพินัยกรรมและพยานทราบแน่ชัดว่าข้อความที่กรมการอำเภอ

จดนั้นเป็นการถูกต้องตรงกับที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งไว้แล้ว ให้ผู้ทำพินัยกรรมและ

พยานลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ

     (4) ข้อความที่กรมการอำเภอจดไว้นั้น ให้กรมการอำเภอลงลายมือชื่อ

และลงวัน เดือน ปี ทั้งจดลงไว้ด้วยตนเองเป็นสำคัญว่า พินัยกรรมนั้นได้ทำขึ้น

ถูกต้องตามบทบัญญัติอนุมาตรา 1 ถึง 3 ข้างต้น แล้วประทับตราตำแหน่งไว้

เป็นสำคัญ

     การขูดลบ ตก เติมหรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้น

ย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรม พยาน และกรมการอำเภอจะได้ลงลายมือ

ชื่อกำกับไว้

     มาตรา 1659  การทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองนั้น จะทำนอก

ที่ว่าการอำเภอก็ได้ เมื่อมีการร้องขอเช่นนั้น

     มาตรา 1660  พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารลับก็ได้ กล่าวคือ

     (1) ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรม

     (2) ผู้ทำพินัยกรรมต้องผนึกพินัยกรรมนั้น แล้วลงลายมือชื่อคาบรอยผนึกนั้น

     (3) ผู้ทำพินัยกรรมต้องนำพินัยกรรมที่ผนึกนั้นไปแสดงต่อกรมการอำเภอ

และพยานอย่างน้อยอีกสองคน และให้ถ้อยคำต่อบุคคลทั้งหมดเหล่านั้นว่าเป็น

พินัยกรรมของตน ถ้าพินัยกรรมนั้นผู้ทำพินัยกรรมมิได้เป็นผู้เขียนเองโดยตลอด

ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องแจ้งนามและภูมิลำเนาของผู้เขียนให้ทราบด้วย

     (4) เมื่อกรมการอำเภอจดถ้อยคำของผู้ทำพินัยกรรมและวัน เดือน ปี

ที่นำพินัยกรรมมาแสดงไว้บนซองนั้นและประทับตราตำแหน่งแล้ว ให้กรมการ

อำเภอผู้ทำพินัยกรรมและพยานลงลายมือชื่อบนซองนั้น

     การขูดลบ ตก เติมหรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้น

ย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้

     มาตรา 1661  ถ้าบุคคลผู้เป็นทั้งใบ้และหูหนวกหรือผู้ที่พูดไม่ได้ มีความ

ประสงค์จะทำพินัยกรรมเป็นแบบเอกสารลับ ให้ผู้นั้นเขียนด้วยตนเองบนซอง

พินัยกรรมต่อหน้ากรมการอำเภอและพยานซึ่งข้อความว่าพินัยกรรมที่ผนึกนั้น

เป็นของตนแทนการให้ถ้อยคำดังที่กำหนดไว้ในมาตรา 1660 (3) และถ้าหาก

มีผู้เขียนก็ให้เขียนชื่อกับภูมิลำเนาของผู้เขียนพินัยกรรมนั้นไว้ด้วย

     ให้กรมอำเภอจดลงไว้บนซองเป็นสำคัญว่า ผู้ทำพินัยกรรมได้ปฏิบัติ

ตามข้อความในวรรคก่อนแล้วแทนการจดถ้อยคำของผู้ทำพินัยกรรม

     มาตรา 1662  พินัยกรรมซึ่งได้ทำเป็นแบบเอกสารฝ่ายเมืองหรือ

เอกสารลับนั้น กรมการอำเภอจะเปิดเผยแก่บุคคลอื่นใดไม่ได้ในระหว่าง

ที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่ และผู้ทำพินัยกรรมจะเรียกให้กรมการอำเภอ

ส่งมอบพินัยกรรมนั้นแก่ตนในเวลาใด ๆ กรมการอำเภอจำต้องส่งมอบให้

     ถ้าพินัยกรรมนั้นทำเป็นแบบเอกสารฝ่ายเมือง ก่อนส่งมอบพินัยกรรม

ให้กรมการอำเภอคัดสำเนาพินัยกรรมไว้แล้วลงลายมือชื่อประทับตราตำแหน่ง

เป็นสำคัญ สำเนาพินัยกรรมนั้นจะเปิดเผยแก่บุคคลอื่นใดไม่ได้ในระหว่างที่

ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่

     มาตรา 1663  เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษซึ่งบุคคลใดไม่สามารถจะทำ

พินัยกรรมตามแบบอื่นที่กำหนดไว้ได้ เช่นตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย

หรือเวลามีโรคระบาดหรือสงคราม บุคคลนั้นจะทำพินัยกรรมด้วยวาจาก็ได้

     เพื่อการนี้ ผู้ทำพินัยกรรมต้องแสดงเจตนากำหนดข้อพินัยกรรม

ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนซึ่งอยู่พร้อมกัน ณ ที่นั้น

     พยานสองคนนั้นต้องไปแสดงตนต่อกรมการอำเภอโดยมิชักช้าและ

แจ้งข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งไว้ด้วยวาจานั้น ทั้งต้องแจ้งวัน เดือน ปี

สถานที่ที่ทำพินัยกรรมและพฤติการณ์พิเศษนั้นไว้ด้วย

     ให้กรมการอำเภอจดข้อความที่พยานแจ้งนั้นไว้ และพยานสองคนนั้น

ต้องลงลายมือชื่อไว้ หรือมิฉะนั้นจะให้เสมอกับการลงลายมือชื่อได้ก็แต่ด้วย

ลงลายพิมพ์นิ้วมือโดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคน

     มาตรา 1664  ความสมบูรณ์แห่งพินัยกรรมซึ่งทำขึ้นตามมาตราก่อนนั้น

ย่อมสิ้นไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่เวลาผู้ทำพินัยกรรมกลับมาสู่ฐานะ

ที่จะทำพินัยกรรมตามแบบอื่นที่กำหนดไว้ได้

     มาตรา 1665  เมื่อผู้ทำพินัยกรรมจะต้องลงลายมือชื่อตามมาตรา

1656, 1658, 1660 จะให้เสมอกับลงลายมือชื่อได้ ก็แต่ด้วยลงลายพิมพ์

นิ้วมือโดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วยสองคนในขณะนั้น

     มาตรา 1666  บทบัญญัติมาตรา 9 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายนี้

มิให้ใช้บังคับแก่พยานผู้ที่จะต้องลงลายมือชื่อตามมาตรา 1656, 1658, 1660

     มาตรา 1667  เมื่อคนในบังคับสยามจะทำพินัยกรรมในต่างประเทศ

พินัยกรรมนั้นอาจทำตามแบบซึ่งกฎหมายของประเทศที่ทำพินัยกรรมบัญญัติไว้

หรือตามแบบที่กฎหมายสยามบัญญัติไว้ก็ได้

     เมื่อทำพินัยกรรมตามแบบที่กฎหมายสยามบัญญัติไว้ อำนาจและหน้าที่

ของกรมการอำเภอตามมาตรา 1658, 1660, 1661, 1662, 1663

ให้ตกแก่บุคคลดังต่อไปนี้ คือ

     (1) พนักงานทูต หรือกงสุลฝ่ายสยาม กระทำการตามขอบอำนาจ

ของตน หรือ

     (2) พนักงานใด ๆ ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายของต่างประเทศนั้น ๆ

ที่จะรับบันทึกข้อแจ้งความไว้เป็นหลักฐานได้

     มาตรา 1668  ผู้ทำพินัยกรรมไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อความใน

พินัยกรรมนั้นให้พยานทราบ เว้นแต่กฎหมายจะได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น

*[15]

     `มาตรา 1669  ในระหว่างเวลาที่ประเทศตกอยู่ในภาวะการรบหรือ

การสงคราม บุคคลที่รับราชการทหารหรือทำการเกี่ยวข้องอยู่กับราชการทหาร

จะทำพินัยกรรมตามแบบที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1658 มาตรา 1660 หรือ

มาตรา 1663 ก็ได้ ในกรณีเช่นว่านั้น ให้นายทหารหรือข้าราชการฝ่ายทหาร

ชั้นสัญญาบัตรมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับกรมการอำเภอ

     บทบัญญัติวรรคก่อนให้นำมาใช้บังคับแก่กรณีที่บุคคลที่รับราชการทหาร

หรือทำการเกี่ยวข้องกับราชการทหารทำพินัยกรรมในต่างประเทศในระหว่าง

ที่ปฏิบัติการเพื่อประเทศในภาวะการรบหรือสงครามในต่างประเทศโดยอนุโลม

และในกรณีเช่นนี้ ให้นายทหารหรือข้าราชการฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรมีอำนาจ

และหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานทูตหรือกงสุลฝ่ายไทย

     ถ้าผู้ทำพินัยกรรมตามความในสองวรรคก่อนนั้นป่วยเจ็บหรือต้องบาดเจ็บ

และอยู่ในโรงพยาบาล ให้แพทย์แห่งโรงพยาบาลนั้นมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียว

กับกรมการอำเภอหรือพนักงานทูต หรือกงสุลฝ่ายไทย แล้วแต่กรณีด้วย'

     มาตรา 1670  บุคคลต่อไปนี้จะเป็นพยานในการทำพินัยกรรมไม่ได้

     (1) ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ

     (2) บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความ

สามารถ

     (3) บุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้ หรือจักษุบอดทั้งสองข้าง

     มาตรา 1671  เมื่อบุคคลใดนอกจากผู้ทำพินัยกรรมเป็นผู้เขียน

ข้อความแห่งพินัยกรรม บุคคลนั้นต้องลงลายมือชื่อของตนทั้งระบุว่าเป็นผู้เขียน

     ถ้าบุคคลนั้นเป็นพยานด้วย ให้เขียนข้อความระบุว่าตนเป็นพยานไว้

ต่อท้ายลายมือชื่อของตนเช่นเดียวกับพยานอื่น ๆ

*[12]

     `มาตรา 1672  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กลาโหม

และต่างประเทศ มีอำนาจและหน้าที่เท่าที่เกี่ยวกับกระทรวงนั้นที่จะออก

กฎกระทรวงเพื่อให้การเป็นไปตามประมวลกฎหมายบรรพนี้ รวมทั้งกำหนด

อัตราค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวกับการนั้น'

                          หมวด 3

                  ผลและการตีความแห่งพินัยกรรม

                          ------

     มาตรา 1673  สิทธิและหน้าที่ใด ๆ อันเกิดขึ้นตามพินัยกรรม ให้

มีผลบังคับเรียกร้องกันได้ตั้งแต่ผู้ทำพินัยกรรมตายเป็นต้นไป เว้นแต่ผู้ทำ

พินัยกรรมจะได้กำหนดเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาให้มีผลบังคับเรียกร้องกันได้

ภายหลัง

     มาตรา 1674  ถ้าข้อกำหนดพินัยกรรมมีเงื่อนไขและเงื่อนไขนั้น

สำเร็จเสียก่อนเวลาที่ผู้ทำพินัยกรรมตาย หากว่าเป็นเงื่อนไขบังคับก่อน

ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้นมีผลเมื่อผู้ทำพินัยกรรมตาย หากว่าเป็นเงื่อนไข

บังคับหลัง ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้นเป็นอันไร้ผล

     ถ้าเงื่อนไขบังคับก่อนสำเร็จภายหลังที่ผู้ทำพินัยกรรมตาย ข้อกำหนด

พินัยกรรมมีผลตั้งแต่เวลาเงื่อนไขสำเร็จ

     ถ้าเงื่อนไขบังคับหลังสำเร็จภายหลังที่ผู้ทำพินัยกรรมตาย ข้อกำหนด

พินัยกรรมมีผลตั้งแต่เวลาที่ผู้ทำพินัยกรรมตาย แต่ตกเป็นอันไร้ผลในเมื่อ

เงื่อนไขนั้นสำเร็จ

     แต่ถ้าผู้ทำพินัยกรรมได้กำหนดไว้ในพินัยกรรมว่า ในกรณีที่กล่าวมา

ในสองวรรคก่อนนั้น ให้ความสำเร็จแห่งเงื่อนไขมีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่

ผู้ทำพินัยกรรมตาย ก็ให้เป็นไปตามเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมนั้น

     มาตรา 1675  เมื่อพินัยกรรมมีเงื่อนไขบังคับก่อน ผู้รับประโยชน์

ตามข้อความแห่งพินัยกรรมนั้นจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการทรัพย์สินที่ยกให้

โดยพินัยกรรมนั้นจนกว่าจะถึงเวลาที่เงื่อนไขสำเร็จ หรือจนกว่าความสำเร็จ

แห่งเงื่อนไขตกเป็นอันพ้นวิสัยก็ได้

     ถ้าศาลเห็นเป็นการสมควร จะตั้งผู้ร้องนั้นเป็นผู้จัดการทรัพย์สิน

เสียเอง และเรียกให้ผู้ร้องนั้นวางประกันตามที่สมควรก็ได้

     มาตรา 1676  พินัยกรรมจะทำขึ้นโดยให้บุคคลใดตกอยู่ในภาระ

ติดพันที่จะต้องก่อตั้งมูลนิธิ หรือจะสั่งจัดสรรทรัพย์สินไว้โดยตรงเพื่อประโยชน์

อย่างใดอย่างหนึ่งตามบทบัญญัติมาตรา 110 แห่งประมวลกฎหมายนี้ก็ได้

     มาตรา 1677  เมื่อมีพินัยกรรมก่อตั้งมูลนิธิขึ้นตามมาตราก่อน ให้

เป็นหน้าที่ของทายาทหรือผู้จัดการมรดก แล้วแต่กรณี ที่จะต้องร้องขอให้

รัฐบาลให้อำนาจจัดตั้งขึ้นเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 114 แห่งประมวลกฎหมายนี้

เว้นแต่จะได้มีข้อกำหนดไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น

     ถ้าบุคคลดังกล่าวแล้วมิได้ร้องขอให้รัฐบาลให้อำนาจ บุคคลผู้มีส่วน

ได้เสียคนหนึ่งคนใดหรือพนักงานอัยการจะเป็นผู้ร้องขอก็ได้

     มาตรา 1678  เมื่อมูลนิธิใดซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยพินัยกรรมได้ตั้งขึ้นเป็น

นิติบุคคลแล้ว ให้ถือว่าเป็นทรัพย์สินซึ่งผู้ทำพินัยกรรมจัดสรรไว้เพื่อการนั้น

ตกเป็นของนิติบุคคลนั้นตั้งแต่เวลาซึ่งพินัยกรรมมีผล เว้นแต่จะมีข้อกำหนด

ไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น

     มาตรา 1679  ถ้าจัดตั้งมูลนิธิขึ้นไม่ได้ตามวัตถุที่ประสงค์ให้ทรัพย์สิน

ตกทอดไปตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม

     ถ้าพินัยกรรมไม่ได้ระบุไว้ เมื่อทายาทหรือผู้จัดการมรดก หรือ

พนักงานอัยการ หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งร้องขอ ให้ศาลจัดสรร

ทรัพย์สินนั้นให้แก่นิติบุคคลอื่น ซึ่งปรากฏว่าวัตถุที่ประสงค์ใกล้ชิดที่สุดกับ

ความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม

     ถ้าหากว่าจัดสรรทรัพย์สินอย่างนี้ไม่ได้ก็ดี หรือว่ามูลนิธินั้นตั้งขึ้น

ไม่ได้ เพราะเป็นการขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือ

ศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ดี ข้อกำหนดพินัยกรรมในการจัดตั้งมูลนิธินั้น

เป็นอันไร้ผล

     มาตรา 1680  เจ้าหนี้ของผู้ทำพินัยกรรมมีสิทธิที่จะร้องขอให้

เพิกถอนข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งก่อตั้งมูลนิธินั้นได้เพียงเท่าที่ตนต้องเสีย

ประโยชน์เนื่องแต่การนั้น

     มาตรา 1681  ถ้าทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งพินัยกรรมนั้น ได้สูญหาย

หรือบุบสลายไปและพฤติการณ์ ทั้งนี้เป็นผลให้ได้ทรัพย์สินอื่นมาแทน หรือได้

สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนทรัพย์สินนั้น ผู้รับพินัยกรรมจะเรียกให้

ส่งมอบของแทนซึ่งได้รับมานั้น หรือจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเสียเอง

ก็ได้ แล้วแต่กรณี

     มาตรา 1682  เมื่อพินัยกรรมทำขึ้นเป็นการปลดหนี้หรือโอนสิทธิ

เรียกร้อง พินัยกรรมนั้นมีผลเพียงจำนวนซึ่งคงค้างชำระอยู่ในเวลาที่ผู้ทำ

พินัยกรรมตาย เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

     ถ้ามีเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ที่ปลดให้หรือสิทธิเรียกร้องที่โอน

ไปนั้น ก็ให้ส่งมอบแก่ผู้รับพินัยกรรมและให้ใช้มาตรา 303 ถึง 313, 340

แห่งประมวลกฎหมายนี้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้าผู้ทำพินัยกรรมจะต้องกระทำการ

หรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรานั้น ๆ แล้ว บุคคลผู้ต้องจัดการ

ตามพินัยกรรมหรือผู้รับพินัยกรรมจะกระทำการหรือดำเนินการนั้น ๆ แทน

ผู้ทำพินัยกรรมก็ได้

     มาตรา 1683  พินัยกรรมที่บุคคลทำให้แก่เจ้าหนี้คนใดของตนนั้น ให้

สันนิษฐานไว้ก่อนว่า มิได้ทำขึ้นเพื่อชำระหนี้อันค้างชำระแก่เจ้าหนี้คนนั้น

     มาตรา 1684  เมื่อความข้อใดข้อหนึ่งในพินัยกรรมอาจตีความได้เป็น

หลายนัย ให้ถือเอาตามนัยที่จะสำเร็จผลตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม

นั้นได้ดีที่สุด

     มาตรา 1685  ในกรณีที่ผู้ทำพินัยกรรมได้กำหนดผู้รับพินัยกรรมไว้โดย

คุณสมบัติที่ทราบตัวแน่นอนได้ ถ้ามีบุคคลหลายคนทรงไว้ซึ่งคุณสมบัติที่จะเป็น

ผู้รับพินัยกรรมตามที่ผู้ทำพินัยกรรมกำหนดไว้ดังนั้นได้ ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้

ถือว่าทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับส่วนปันเท่า ๆ กัน

                          หมวด 4

                   พินัยกรรมที่ตั้งผู้ปกครองทรัพย์

                          ------

     มาตรา 1686  อันว่าทรัสต์นั้น จะก่อตั้งขึ้นโดยตรงหรือโดยทางอ้อม

ด้วยพินัยกรรมหรือด้วยนิติกรรมใด ๆ ที่มีผลในระหว่างชีวิตก็ดี หรือเมื่อตาย

แล้วก็ดี หามีผลไม่

     มาตรา 1687  ถ้าผู้ทำพินัยกรรมประสงค์จะยกทรัพย์สินให้แก่ผู้เยาว์

หรือผู้ซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ

หรือแก่ผู้ซึ่งต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเพราะเหตุวิกลจริต แต่ต้องการ

มอบการเก็บรักษาและจัดการทรัพย์สินนั้นแก่บุคคลอื่น นอกจากบิดามารดา

ผู้ปกครอง ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ของบุคคลเช่นนั้น ผู้ทำพินัยกรรมต้องตั้ง

ผู้ปกครองทรัพย์ขึ้น

     การตั้งผู้ปกครองทรัพย์นี้ ห้ามมิให้ตั้งขึ้นเป็นเวลาเกินกว่ากำหนดแห่ง

การเป็นผู้เยาว์ หรือกำหนดที่ศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือน

ไร้ความสามารถ หรือกำหนดที่ต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล แล้วแต่กรณี

     มาตรา 1688  การตั้งผู้ปกครองทรัพย์นั้น ในส่วนที่เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์

หรือทรัพยสิทธิใด ๆ อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ย่อมไม่บริบูรณ์ เว้นแต่จะได้

จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

     บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับแก่เรือกำปั่น หรือเรือ

มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนตร์มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป

ทั้งแพ และสัตว์พาหนะด้วย

     มาตรา 1689  นอกจากบุคคลที่ระบุไว้ในมาตรา 1557 แห่งประมวล

กฎหมายนี้ นิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดาที่มีความสามารถบริบูรณ์ จะรับตั้งเป็น

ผู้ปกครองทรัพย์ก็ได้

     มาตรา 1690  ผู้ปกครองทรัพย์นั้น ย่อมตั้งขึ้นได้โดย

     (1) ผู้ทำพินัยกรรม

     (2) บุคคลซึ่งระบุไว้ในพินัยกรรมให้เป็นผู้ตั้ง

     มาตรา 1691  เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นใน

พินัยกรรม ผู้ปกครองทรัพย์จะทำพินัยกรรมตั้งบุคคลอื่นให้ทำการสืบแทนตนก็ได้

     มาตรา 1692  เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้กำหนดไว้ในพินัยกรรมเป็น

อย่างอื่น ในส่วนที่เกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่ได้รับมอบไว้ ผู้ปกครองทรัพย์มีสิทธิและ

หน้าที่เช่นเดียวกับผู้ปกครองตามความหมายในบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายนี้

                          หมวด 5

    การเพิกถอนและการตกไปแห่งพินัยกรรม หรือข้อกำหนดพินัยกรรม

                          ------

     มาตรา 1693  ผู้ทำพินัยกรรมจะเพิกถอนพินัยกรรมของตนเสียทั้งหมด

หรือแต่บางส่วนในเวลาใดก็ได้

     มาตรา 1694  ถ้าจะเพิกถอนพินัยกรรมฉบับก่อนเสียทั้งหมดหรือแต่

บางส่วนด้วยพินัยกรรมฉบับหลัง การเพิกถอนจะสมบูรณ์ต่อเมื่อพินัยกรรมฉบับ

หลังนั้นได้ทำตามแบบใดแบบหนึ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้

     มาตรา 1695  ถ้าพินัยกรรมได้ทำเป็นต้นฉบับแต่ฉบับเดียว ผู้ทำพินัยกรรม

อาจเพิกถอนพินัยกรรมนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ โดยทำลายหรือขีดฆ่าเสียด้วย

ความตั้งใจ

     ถ้าพินัยกรรมได้ทำเป็นต้นฉบับหลายฉบับ การเพิกถอนนั้นไม่บริบูรณ์

เว้นแต่จะได้กระทำแก่ต้นฉบับเหล่านั้นทุกฉบับ

     มาตรา 1696  ถ้าผู้ทำพินัยกรรมได้โอนไปโดยสมบูรณ์ซึ่งทรัพย์สินอันเป็น

วัตถุแห่งข้อกำหนดพินัยกรรมใดด้วยความตั้งใจ ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้นเป็นอัน

เพิกถอนไป

     วิธีเดียวกันนี้ให้ใช้บังคับ เมื่อผู้ทำพินัยกรรมได้ทำลายทรัพย์สินนั้นด้วย

ความตั้งใจ

     มาตรา 1697  ถ้าผู้ทำพินัยกรรมมิได้แสดงเจตนาไว้ในพินัยกรรมเป็น

อย่างอื่น และปรากฏว่าพินัยกรรมฉบับก่อนกับฉบับหลังขัดกัน ให้ถือว่าพินัยกรรม

ฉบับก่อนเป็นอันเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลัง เฉพาะในส่วนที่มีข้อความขัดกัน

นั้นเท่านั้น

     มาตรา 1698  ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น ย่อมตกไป

     (1) เมื่อผู้รับพินัยกรรมตายก่อนผู้ทำพินัยกรรม

     (2) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นผลใช้ได้ต่อเมื่อเงื่อนไขอย่างใด

อย่างหนึ่งสำเร็จลง และผู้รับพินัยกรรมตายเสียก่อนเงื่อนไขสำเร็จ หรือ

ปรากฏเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าเงื่อนไขนั้นไม่อาจจะสำเร็จได้

     (3) เมื่อผู้รับพินัยกรรมบอกสละพินัยกรรม

     (4) เมื่อทรัพย์สินทั้งหมดที่ยกให้สูญหาย หรือถูกทำลายโดยผู้ทำพินัยกรรม

มิได้ตั้งใจในระหว่างที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่ และผู้ทำพินัยกรรมมิได้ได้มา

ซึ่งของแทนหรือซึ่งสิทธิที่จะเรียกค่าทดแทนในการที่ทรัพย์สินนั้นสูญหายไป

     มาตรา 1699  ถ้าพินัยกรรมหรือข้อกำหนดในพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินใด

เป็นอันไร้ผลด้วยประการใด ๆ ทรัพย์สินรายนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือ

ได้แก่แผ่นดิน แล้วแต่กรณี

                          หมวด 6

          ความเสียเปล่าแห่งพินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรม

                          ------

     มาตรา 1700  ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัตินี้ในหมวดนี้ บุคคลจะจำหน่าย

ทรัพย์สินใด ๆ โดยนิติกรรมที่มีผลในระหว่างชีวิต หรือเมื่อตายแล้ว โดยมี

ข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้รับประโยชน์โอนทรัพย์สินนั้นก็ได้ แต่ต้องมีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

นอกจากผู้รับประโยชน์กำหนดไว้สำหรับเป็นผู้จะได้รับทรัพย์สินนั้นเป็นสิทธิเด็ดขาด

ในเมื่อมีการละเมิดข้อกำหนดห้ามโอน

     ผู้ซึ่งกำหนดขึ้นดังกล่าวนั้นต้องเป็นผู้สามารถจะมีสิทธิต่าง ๆ ได้อยู่ใน

ขณะที่การจำหน่ายทรัพย์สินนั้นมีผลบังคับ

     ถ้ามิได้กำหนดบุคคลที่จะเป็นผู้รับทรัพย์สินในเมื่อมีการละเมิดข้อกำหนด

ห้ามโอนไว้ ให้ถือว่าข้อกำหนดห้ามโอนนั้นเป็นอันไม่มีเลย

     มาตรา 1701  ข้อกำหนดห้ามโอนตามมาตราก่อนนั้น จะให้มีกำหนด

เวลาหรือตลอดชีวิตของผู้รับประโยชน์ก็ได้

     ถ้าไม่มีกำหนดเวลาห้ามโอนไว้ ในกรณีที่ผู้รับประโยชน์เป็นบุคคลธรรมดา

ให้ถือว่าข้อกำหนดห้ามโอนมีระยะเวลาอยู่ตลอดชีวิตของผู้รับประโยชน์ แต่ในกรณี

ที่ผู้รับประโยชน์เป็นนิติบุคคล ให้มีระยะเวลาเพียงสามสิบปี

     ถ้าได้กำหนดเวลาห้ามโอนไว้ กำหนดนั้นมิให้เกินสามสิบปี ถ้ากำหนดไว้

นานกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นสามสิบปี

     มาตรา 1702  ข้อกำหนดห้ามโอนอันเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์ซึ่งไม่อาจ

จดทะเบียนกรรมสิทธิ์ได้นั้น ให้ถือว่าเป็นอันไม่มีเลย

     ข้อกำหนดห้ามโอนอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับ

อสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่จะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการ

ห้ามโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

     บทบัญญัติในวรรคก่อนนี้ให้ใช้บังคับแก่เรือกำปั่นหรือเรือมีระวางตั้งแต่

หกตันขึ้นไป เรือกลไฟหรือเรือยนตร์มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งแพ และสัตว์

พาหนะด้วย

     มาตรา 1703  พินัยกรรมซึ่งบุคคลที่มีอายุยังไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ทำ

ขึ้นนั้น เป็นโมฆะ

     มาตรา 1704  พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ

ทำขึ้นนั้น เป็นโมฆะ

     พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกอ้างว่าเป็นคนวิกลจริต แต่ศาลยังไม่ได้ให้เป็น

คนไร้ความสามารถ จะเป็นอันเสียเปล่าก็แต่เมื่อพิสูจน์ได้ว่าในเวลาที่ทำ

พินัยกรรมนั้นผู้ทำจริตวิกลอยู่

     มาตรา 1705  พินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น ถ้าได้ทำขึ้นต่อ

บทบัญญัติแห่งมาตรา 1652, 1653, 1656, 1657, 1658, 1660, 1661

หรือ 1663 ย่อมเป็นโมฆะ

     มาตรา 1706  ข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นโมฆะ

     (1) ถ้าตั้งผู้รับพินัยกรรมไว้โดยมีเงื่อนไขว่า ให้ผู้รับพินัยกรรมจำหน่าย

ทรัพย์สินของเขาเองโดยพินัยกรรมให้แก่ผู้ทำพินัยกรรม หรือแก่บุคคลภายนอก

     (2) ถ้ากำหนดบุคคลซึ่งไม่อาจที่จะทราบตัวแน่นอนได้เป็นผู้รับพินัยกรรม

แต่ผู้รับพินัยกรรมตามพินัยกรรมลักษณะเฉพาะนั้น อาจกำหนดโดยให้บุคคลใด

คนหนึ่งเป็นผู้ระบุเลือกเอาจากบุคคลอื่นหลายคนหรือจากบุคคลอื่นหมู่ใดหมู่หนึ่ง

ซึ่งผู้ทำพินัยกรรมระบุไว้ก็ได้

     (3) ถ้าทรัพย์สินที่ยกให้โดยพินัยกรรมระบุไว้ไม่ชัดแจ้งจนไม่อาจที่จะ

ทราบแน่นอนได้ หรือถ้าให้บุคคลใดคนหนึ่งกำหนดให้มากน้อยเท่าใดตามแต่ใจ

     มาตรา 1707  ถ้าข้อกำหนดพินัยกรรมตั้งผู้รับพินัยกรรมโดยมีเงื่อนไข

ว่าให้ผู้รับพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์สินที่ยกให้โดยพินัยกรรมนั้นแก่บุคคลอื่น ให้

ถือว่าเงื่อนไขนั้นเป็นอันไม่มีเลย

     มาตรา 1708  เมื่อผู้ทำพินัยกรรมตายแล้ว บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใด

คนหนึ่งจะร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนพินัยกรรมซึ่งได้ทำขึ้นเพราะเหตุข่มขู่ก็ได้

แต่หากผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่ต่อมาเกินหนึ่งปีนับแต่ผู้ทำพินัยกรรมพ้นจาก

การข่มขู่แล้ว จะมีการร้องขอเช่นว่านั้นไม่ได้

     มาตรา 1709  เมื่อผู้ทำพินัยกรรมตายแล้ว บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใด

คนหนึ่งจะร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนพินัยกรรมซึ่งได้ทำขึ้นเพราะสำคัญผิดหรือ

กลฉ้อฉลได้ ก็ต่อเมื่อความสำคัญผิดหรือกลฉ้อฉลนั้นถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีความ

สำคัญผิดหรือกลฉ้อฉลเช่นนั้น พินัยกรรมนั้นก็จะมิได้ทำขึ้น

     ความในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับแม้ถึงว่ากลฉ้อฉลนั้น บุคคลซึ่งมิใช่

เป็นผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมได้ก่อขึ้น

     แต่พินัยกรรมซึ่งได้ทำขึ้นโดยสำคัญผิดหรือกลฉ้อฉลย่อมมีผลบังคับได้

เมื่อผู้ทำพินัยกรรมมิได้เพิกถอนพินัยกรรมนั้นภายในหนึ่งปีนับแต่ที่ได้รู้ถึงการ

สำคัญผิดหรือกลฉ้อฉลนั้น

     มาตรา 1710  คดีฟ้องขอให้เพิกถอนข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น มิให้ฟ้อง

เมื่อพ้นกำหนดดังนี้

     (1) สามเดือนภายหลังที่ผู้ทำพินัยกรรมตาย ในกรณีที่โจทก์รู้เหตุแห่ง

การที่จะขอให้เพิกถอนได้ ในระหว่างที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่ หรือ

     (2) สามเดือนภายหลังที่โจทก์ได้รู้เหตุเช่นนั้นในกรณีอื่นใด

     แต่ถ้าโจทก์ไม่รู้ว่ามีข้อกำหนดพินัยกรรมอันกะทบกะทั่งถึงส่วนได้เสีย

ของตน แม้ว่าโจทก์จะได้รู้เหตุแห่งการที่จะขอให้เพิกถอนได้ก็ดี อายุความ

สามเดือนให้เริ่มนับแต่ขณะที่โจทก์รู้หรือควรจะได้รู้ว่ามีข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น

     แต่อย่างไรก็ดี ห้ามมิให้ฟ้องคดีเช่นนี้เมื่อพ้นสิบปีนับแต่ผู้ทำพินัยกรรม

ตาย

                          ลักษณะ 4

                   วิธีจัดการและปันทรัพย์มรดก

                          หมวด 1

                        ผู้จัดการมรดก

                          ------

     มาตรา 1711  ผู้จัดการมรดกนั้นรวมตลอดทั้งบุคคลที่ตั้งขึ้นโดยพินัยกรรม

หรือโดยคำสั่งศาล

     มาตรา 1712  ผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมอาจตั้งขึ้นได้

     (1) โดยผู้ทำพินัยกรรมเอง

     (2) โดยบุคคลซึ่งระบุไว้ในพินัยกรรม ให้เป็นผู้ตั้ง

     มาตรา 1713  ทายาทหรือผู้ส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะร้องต่อ

ศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ในกรณีดังต่อไปนี้

     (1) เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้หายไป

หรืออยู่นอกราชอาณาเขต หรือเป็นผู้เยาว์

     (2) เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ

หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก

     (3) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ไม่มีผลบังคับได้ด้วย

ประการใด ๆ

     การตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ถ้ามีข้อกำหนดพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนด

พินัยกรรม และถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก

ตามพฤติการณ์ และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร

     มาตรา 1714  เมื่อศาลตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกเพื่อการใดโดยเฉพาะ

ผู้นั้นไม่จำเป็นต้องทำบัญชีทรัพย์มรดกเว้นแต่จะจำเป็นเพื่อการนั้น หรือศาลสั่ง

ให้ทำ

     มาตรา 1715  ผู้ทำพินัยกรรมจะตั้งบุคคลคนเดียวหรือหลายคนให้เป็น

ผู้จัดการมรดกก็ได้

     เว้นแต่จะมีข้อกำหนดไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้ามีผู้จัดการมรดก

หลายคน แต่ผู้จัดการเหล่านั้นบางคนไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ และ

ยังมีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง

แต่ถ้ามีผู้จัดการมรดกอยู่หลายคน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้จัดการเหล่านั้นแต่ละคน

จะจัดการโดยลำพังไม่ได้

     มาตรา 1716  หน้าที่ผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้ง ให้เริ่มนับแต่วันที่ได้ฟัง

หรือถือว่าได้ฟังคำสั่งศาลแล้ว

     มาตรา 1717  ในเวลาใด ๆ ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่เจ้ามรดกตาย

แต่ต้องเป็นเวลาภายหลังที่เจ้ามรดกตายแล้วสิบห้าวัน ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย

คนใดคนหนึ่งจะแจ้งความถามไปยังผู้ที่ถูกตั้งเป็นผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมว่า

จะรับเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ก็ได้

     ถ้าผู้ที่ได้รับแจ้งความมิได้ตอบรับเป็นผู้จัดการมรดกภายในหนึ่งเดือน

นับแต่วันรับแจ้งความนั้น ให้ถือว่าผู้นั้นปฏิเสธ แต่การรับเป็นผู้จัดการมรดกนั้น

จะทำภายหลังหนึ่งปีนับแต่วันที่เจ้ามรดกตายไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต

     มาตรา 1718  บุคคลต่อไปนี้จะเป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้

     (1) ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ

     (2) บุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ

     (3) บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย

     มาตรา 1719  ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น

เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการ

มรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก

     มาตรา 1720  ผู้จัดการมรดกต้องรับผิดต่อทายาทตามที่บัญญัติไว้ใน

มาตรา 809 ถึง 812, 819, 823 แห่งประมวลกฎหมายนี้โดยอนุโลม และ

เมื่อเกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ใช้มาตรา 831 บังคับโดยอนุโลม

     มาตรา 1721  ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จจากกองมรดก

เว้นแต่พินัยกรรมหรือทายาทโดยจำนวนข้างมากจะได้กำหนดให้ไว้

     มาตรา 1722  ผู้จัดการมรดกจะทำนิติกรรมใดๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสีย

เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหาได้ไม่ เว้นแต่พินัยกรรมจะได้อนุญาตไว้ หรือได้รับ

อนุญาตจากศาล

     มาตรา 1723  ผู้จัดการมรดกต้องจัดการโดยตนเอง เว้นแต่จะทำการ

โดยตัวแทนได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรม หรือโดย

คำสั่งศาล หรือในพฤติการณ์เพื่อประโยชน์แก่กองมรดก

     มาตรา 1724  ทายาทย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการ

ทั้งหลายอันผู้จัดการมรดกได้ทำไปภายในขอบอำนาจในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดก

     ถ้าผู้จัดการมรดกเข้าทำนิติกรรมกับบุคคลภายนอกโดยเห็นแก่ทรัพย์สิน

อย่างใด ๆ หรือประโยชน์อย่างอื่นใด อันบุคคลภายนอกได้ให้ หรือได้ให้คำมั่น

ว่าจะให้เป็นลาภส่วนตัว ทายาทหาต้องผูกพันไม่ เว้นแต่ทายาทจะได้ยินยอมด้วย

     มาตรา 1725  ผู้จัดการมรดกต้องสืบหาโดยสมควรซึ่งตัวผู้มีส่วนได้เสีย

และแจ้งไปให้ทราบถึงข้อกำหนดตามพินัยกรรมที่เกี่ยวกับผู้มีส่วนได้เสียนั้นภายใน

เวลาอันสมควร

     มาตรา 1726  ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของ

ผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีข้อกำหนดพินัยกรรมเป็น

อย่างอื่น ถ้าเสียงเท่ากันเมื่อมีผู้ส่วนได้เสียร้องขอก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด

     มาตรา 1727  ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะร้องขอให้ศาลสั่งถอน

ผู้จัดการมรดกเพราะเหตุผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ หรือเพราะ

เหตุอย่างอื่นที่สมควรก็ได้ แต่ต้องร้องขอเสียก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลง

     แม้ถึงว่าจะได้เข้ารับตำแหน่งแล้วก็ดี ผู้จัดการมรดกจะลาออกจาก

ตำแหน่งโดยมีเหตุอันสมควรก็ได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากศาล

     มาตรา 1728  ผู้จัดการมรดกต้องลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน

สิบห้าวัน

     (1) นับแต่เจ้ามรดกตาย ถ้าในขณะนั้นผู้จัดการมรดกได้รู้ถึงการตั้งแต่ง

ตามพินัยกรรมที่มอบหมายไว้แก่ตน หรือ

     (2) นับแต่วันที่เริ่มหน้าที่ผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1716 ในกรณีที่ศาล

ตั้งเป็นผู้จัดการมรดก หรือ

     (3) นับแต่วันที่ผู้จัดการมรดกรับเป็นผู้จัดการมรดกในกรณีอื่น

     มาตรา 1729  ผู้จัดการมรดกต้องจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกให้แล้วเสร็จ

ภายในหนึ่งเดือนนับแต่เวลาที่ระบุไว้ในมาตรา 1728 แต่กำหนดเวลานี้ เมื่อ

ผู้จัดการมรดกร้องขอก่อนสิ้นกำหนดเวลาหนึ่งเดือน ศาลจะอนุญาตให้ขยาย

ต่อไปอีกก็ได้

     บัญชีนั้นต้องทำต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน ซึ่งต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสีย

ในกองมรดกนั้นด้วย

     บุคคลซึ่งจะเป็นพยานในการพินัยกรรมไม่ได้ตามมาตรา 1670 จะเป็น

พยานในการทำบัญชีใด ๆ ที่ต้องทำขึ้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ไม่ได้

     มาตรา 1730  ให้นำมาตรา 1563, 1564 วรรค 1 และ 2 และ

1565 แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในระหว่างทายาทกับ

ผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมและในระหว่างศาลกับผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้ง

     มาตรา 1731  ถ้าผู้จัดการมรดกมิได้จัดทำบัญชีภายในเวลาและตามแบบ

ที่กำหนดไว้ หรือถ้าบัญชีนั้นไม่เป็นที่พอใจแก่ศาล เพราะความประมาทเลินเล่อ

อย่างร้ายแรงหรือการทุจริต หรือความไม่สามารถอันเห็นประจักษ์ของผู้จัดการ

มรดก ศาลจะถอนผู้จัดการมรดกเสียก็ได้

     มาตรา 1732  ผู้จัดการมรดกต้องจัดการตามหน้าที่และทำรายงานแสดง

บัญชีการจัดการและแบ่งปันมรดกให้เสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ระบุไว้ในมาตรา

1728 เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรม ทายาทโดยจำนวนข้างมาก หรือศาลจะได้กำหนด

เวลาให้ไว้เป็นอย่างอื่น

     มาตรา 1733  การให้อนุมัติ การปลดเปลื้องความรับผิด หรือข้อตกลง

อื่น ๆ อันเกี่ยวกับรายงานแสดงบัญชีจัดการมรดกดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1732 นั้น

จะสมบูรณ์ต่อเมื่อรายงานแสดงบัญชีนั้นได้ส่งมอบล่วงหน้าแก่ทายาทพร้อมด้วย

เอกสารอันเกี่ยวกับการนั้นไม่น้อยกว่าสิบวันก่อนแล้ว

     คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การ

จัดการมรดกสิ้นสุดลง

                          หมวด 2

การรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงิน และการชำระหนี้กับแบ่งปันทรัพย์มรดก

                          ------

     มาตรา 1734  เจ้าหนี้กองมรดกชอบแต่จะได้รับการชำระหนี้จากทรัพย์สิน

ในกองมรดกเท่านั้น

     มาตรา 1735  ทายาทจำต้องบอกทรัพย์มรดกและหนี้สินของผู้ตายที่ตนรู้

ทั้งหมดแก่ผู้จัดการมรดก

     มาตรา 1736  ตราบใดที่เจ้าหนี้กองมรดก หรือผู้รับพินัยกรรมที่ปรากฏตัว

ยังไม่ได้รับชำระหนี้ หรือส่วนได้ตามพินัยกรรมแล้วทุกคน ให้ถือว่าทรัพย์มรดกยัง

คงอยู่ในระหว่างจัดการ

     ในระหว่างเวลาเช่นว่านั้น ผู้จัดการมรดกชอบที่จะทำการใด ๆ ในทาง

จัดการตามที่จำเป็นได้ เช่น ฟ้องคดีหรือแก้ฟ้องในศาลและอื่น ๆ อนึ่งผู้จัดการ

มรดกต้องทำการทุกอย่างตามที่จำเป็น เพื่อเรียกเก็บหนี้สินซึ่งค้างชำระอยู่แก่

กองมรดกภายในเวลาอันเร็วที่สุดที่จะทำได้ และเมื่อเจ้าหนี้กองมรดกได้รับ

ชำระหนี้แล้ว ผู้จัดการมรดกต้องทำการแบ่งปันมรดก

     มาตรา 1737  เจ้าหนี้กองมรดกจะบังคับสิทธิเรียกร้องต่อทายาทคนใด

ก็ได้ แต่ถ้ามีผู้จัดการมรดกให้เจ้าหนี้เรียกเข้ามาในคดีด้วย

     มาตรา 1738  ก่อนแบ่งมรดก เจ้าหนี้กองมรดกจะบังคับชำระหนี้เต็ม

จำนวนจากกองมรดกก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ทายาทคนหนึ่ง ๆ อาจเรียกให้ชำระหนี้

จากทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก หรือให้เอาเป็นประกันก็ได้จนถึงเวลาแบ่งมรดก

     เมื่อแบ่งมรดกแล้ว เจ้าหนี้อาจเรียกให้ทายาทคนใดคนหนึ่งชำระหนี้ได้

เพียงไม่เกินทรัพย์มรดกที่ทายาทคนนั้นได้รับไป ในกรณีเช่นนี้ทายาทคนใดซึ่งได้

ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กองมรดกเกินกว่าส่วนที่ตนจะต้องเฉลี่ยใช้หนี้ ทายาทคนนั้น

มีสิทธิไล่เบี้ยจากทายาทคนอื่นได้

     มาตรา 1739  ให้ชำระหนี้ที่กองมรดกค้างชำระตามลำดับต่อไปนี้ และ

ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยบุริมสิทธิ โดยต้องไม่เป็นที่เสื่อมเสีย

แก่บรรดาเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิพิเศษตามประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น และ

บรรดาเจ้าหนี้ที่มีประกันโดยการจำนำหรือการจำนอง

     (1) ค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์อันร่วมกันของกองมรดก

     (2) ค่าใช้จ่ายในการทำศพเจ้ามรดก

     (3) ค่าภาษีอากรซึ่งกองมรดกค้างชำระอยู่

     (4) ค่าจ้างซึ่งเจ้ามรดกค้างชำระแก่เสมียน คนใช้และคนงาน

     (5) ค่าเครื่องอุปโภคบริโภคอันจำเป็นประจำวันซึ่งส่งให้แก่เจ้ามรดก

     (6) หนี้สินสามัญของเจ้ามรดก

     (7) บำเหน็จของผู้จัดการมรดก

     มาตรา 1740  เว้นแต่เจ้ามรดกหรือกฎหมายจะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

ให้จัดสรรทรัพย์สินของเจ้ามรดกเพื่อชำระหนี้ตามลำดับต่อไปนี้

     (1) ทรัพย์สินนอกจากอสังหาริมทรัพย์

     (2) อสังหาริมทรัพย์ซึ่งจัดสรรไว้ชัดแจ้งในพินัยกรรมว่าสำหรับชำระหนี้

ถ้าหากว่ามีทรัพย์สินเช่นนั้น

     (3) อสังหาริมทรัพย์ซึ่งทายาทโดยธรรมชอบที่จะได้รับในฐานะเช่นนั้น

     (4) อสังหาริมทรัพย์ซึ่งเจ้ามรดกทำพินัยกรรมให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่งโดยมีเงื่อนไข

ว่า ผู้นั้นต้องชำระหนี้ของเจ้ามรดก

     (5) อสังหาริมทรัพย์ซึ่งเจ้ามรดกทำพินัยกรรมให้โดยลักษณะทั่วไปดังบัญญัติ

ไว้ในมาตรา 1651

     (6) ทรัพย์สินเฉพาะอย่างซึ่งเจ้ามรดกทำพินัยกรรมให้โดยลักษณะเฉพาะ

ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 1651

     ทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งได้จัดสรรไว้ตามความที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น

ให้เอาออกขายทอดตลาด แต่ทายาทคนใดคนหนึ่งอาจมิให้มีการขายเช่นว่านั้นได้

โดยชำระราคาทรัพย์สินทั้งหมด หรือแต่บางส่วนตามที่ผู้ตีราคาซึ่งศาลตั้งขึ้นได้

กำหนดให้ จนพอแก่จำนวนที่จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้

     มาตรา 1741  เจ้าหนี้กองมรดกคนใดคนหนึ่ง จะคัดค้านการขายทอดตลาด

หรือการตีราคาทรัพย์สินดังระบุไว้ในมาตราก่อน โดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเองก็ได้

ถ้าเจ้าหนี้ได้ร้องคัดค้านแล้ว ยังได้กระทำการขายทอดตลาดหรือตีราคาไป จะยก

การขายทอดตลาดและตีราคานั้นขึ้นยันต่อเจ้าหนี้ผู้ร้องคัดค้านแล้วนั้นหาได้ไม่

     มาตรา 1742  ถ้าในการชำระหนี้ซึ่งค้างชำระอยู่แก่ตน เจ้าหนี้คนใด

คนหนึ่งได้รับตั้งในระหว่างที่ผู้ตายมีชีวิตอยู่ ให้เป็นผู้รับประโยชน์ในการประกัน

ชีวิต เจ้าหนี้คนนั้นชอบที่จะได้รับเงินทั้งหมด ซึ่งได้ตกลงไว้กับผู้รับประกัน

อนึ่งเจ้าหนี้เช่นว่านั้น จำต้องส่งเบี้ยประกันภัยคืนเข้ากองมรดกก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้

คนอื่น ๆ พิสูจน์ได้ว่า

     (1) การที่ผู้ตายชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้โดยวิธีดังกล่าวมานั้นเป็นการขัดต่อ

บทบัญญัติมาตรา 237 แห่งประมวลกฎหมายนี้ และ

     (2) เบี้ยประกันภัยเช่นว่านั้น เป็นจำนวนสูงเกินส่วนเมื่อเทียบกับรายได้

หรือฐานะของผู้ตาย

     ถึงอย่างไรก็ดี เบี้ยประกันภัยซึ่งจะพึงส่งคืนเข้ากองมรดกนั้นต้องไม่เกิน

กว่าจำนวนเงินที่ผู้รับประกันชำระให้

     มาตรา 1743  ทายาทโดยธรรม หรือผู้รับพินัยกรรมโดยลักษณะทั่วไป

ไม่จำต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในพินัยกรรม ลักษณะเฉพาะเกินกว่าจำนวนทรัพย์

มรดกที่ตนได้รับ

     มาตรา 1744  ผู้จัดการมรดกไม่ต้องส่งมอบทรัพย์มรดกหรือส่วนใด

ส่วนหนึ่งแห่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทก่อนปีหนึ่งนับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย

เว้นแต่เจ้าหนี้กองมรดกและผู้รับพินัยกรรมที่ปรากฏตัวได้รับชำระหนี้และส่วนได้

ตามพินัยกรรมแล้วทุกคน

                          หมวด 3

                        การแบ่งมรดก

                          ------

     มาตรา 1745  ถ้ามีทายาทหลายคน ทายาทเหล่านั้นมีสิทธิและหน้าที่

เกี่ยวกับทรัพย์มรดกร่วมกันจนกว่าจะได้แบ่งมรดกกันเสร็จแล้ว และให้ใช้

มาตรา 1356 ถึงมาตรา 1366 แห่งประมวลกฎหมายนี้บังคับเพียงเท่าที่ไม่ขัด

กับบทบัญญัติแห่งบรรพนี้

     มาตรา 1746  ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย หรือข้อความในพินัยกรรม

ถ้าหากมี ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นทายาทด้วยกันมีส่วนเท่ากันในกองมรดก

ที่ยังไม่ได้แบ่ง

     มาตรา 1747  การที่ทายาทคนใดได้รับทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดหรือ

ประโยชน์อย่างอื่นใดจากเจ้ามรดกโดยการให้ หรือโดยการอย่างอื่นใด ซึ่ง

ทำให้โดยเสน่หาในระหว่างเวลาที่เจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่นั้น หาทำให้สิทธิใน

การแบ่งปันทรัพย์มรดกของทายาทคนนั้น ต้องเสื่อมเสียไปแต่โดยประการใดไม่

     มาตรา 1748  ทายาทคนใดครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน

ทายาทคนนั้นมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนด

อายุความตามมาตรา 1754 แล้วก็ดี

     สิทธิที่จะเรียกให้แบ่งทรัพย์มรดกตามวรรคก่อน จะตัดโดยนิติกรรมเกิน

คราวละสิบปีไม่ได้

     มาตรา 1749  ถ้ามีคดีฟ้องเรียกทรัพย์มรดก ผู้ซึ่งอ้างว่าตนเป็นทายาท

มีสิทธิในทรัพย์มรดกนั้น จะร้องสอดเข้ามาในคดีก็ได้

     แต่ศาลจะเรียกทายาทอื่น นอกจากคู่ความ หรือผู้ร้องสอดให้เข้ามารับ

ส่วนแบ่ง หรือกันส่วนแห่งทรัพย์มรดกไว้เพื่อทายาทอื่นนั้นไม่ได้

     มาตรา 1750  การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้า

ครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่

ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท

     ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญา จะฟ้องร้อง

ให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือ

ชื่อฝ่ายที่รับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา 850,

852 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยปราณีประนอมยอมความมาใช้บังคับโดยอนุโลม

     มาตรา 1751  ภายหลังที่ได้แบ่งมรดกกันแล้ว ถ้าทรัพย์สินทั้งหมดหรือ

บางส่วนซึ่งทายาทคนใดคนหนึ่งได้รับตามส่วนแบ่งปันนั้น หลุดมือไปจากทายาท

คนนั้นเนื่องจากการรอนสิทธิ ทายาทคนอื่น ๆ จำต้องใช้ค่าทดแทน

     หนี้เช่นว่านั้น เป็นอันระงับเมื่อมีการตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น หรือการ

รอนสิทธิเป็นผลเนื่องมาจากความผิดของทายาทผู้ถูกรอนสิทธิ หรือเนื่องมาจาก

เหตุซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการแบ่งปัน

     ทายาทคนอื่น ๆ ต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่ทายาทผู้ถูกรอนสิทธิตามส่วน

แห่งส่วนแบ่งของตน แต่ให้หักจำนวนที่เป็นส่วนเฉลี่ยซึ่งทายาทผู้ถูกรอนสิทธิ

จะต้องออกกับเขาด้วยนั้นออกเสีย แต่ถ้าทายาทคนใดคนหนึ่งเป็นคนหนี้สินล้น

พ้นตัว ทายาทคนอื่น ๆ ต้องรับผิดในส่วนของทายาทคนนั้นตามส่วนเฉลี่ยเช่น

เดียวกัน แต่ให้หักจำนวนที่เป็นส่วนเฉลี่ยซึ่งทายาทผู้ที่จะได้รับค่าทดแทนจะต้อง

ออกแทนทายาทผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวนั้นออกเสีย

     บทบัญญัติในวรรคก่อน ๆ มิให้ใช้บังคับแก่ผู้รับพินัยกรรมลักษณะเฉพาะ

     มาตรา 1752  คดีฟ้องให้รับผิดเนื่องจากการรอนสิทธิตามมาตรา 1751 นั้น

มิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่เมื่อถูกรอนสิทธิ

                          ลักษณะ 5

                        มรดกที่ไม่มีผู้รับ

                          -------

     มาตรา 1753  ภายใต้บังคับแห่งสิทธิของเจ้าหนี้กองมฤดก เมื่อบุคคล

ถึงแก่ความตายโดยไม่มีทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม์ หรือการตั้งมูลนิธิ

ตามพินัยกรรม์มฤดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่แผ่นดิน

                          ลักษณะ 6

                          อายุความ

                          -------

     มาตรา 1754  ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อ

เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตาย

ของเจ้ามรดก

     คดีฟ้องเรียกตามข้อกำหนดพินัยกรรม มิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี

นับแต่เมื่อผู้รับพินัยกรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงสิทธิซึ่งตนมีอยู่ตามพินัยกรรม

     ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 193/27 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าสิทธิ

เรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่าหนึ่งปี มิให้

เจ้าหนี้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึง

ความตายของเจ้ามรดก

     ถึงอย่างไรก็ดี สิทธิเรียกร้องตามที่ว่ามาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิให้

ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย

     มาตรา 1755  อายุความหนึ่งปีนั้น จะยกขึ้นต่อสู้ได้ก็แต่โดยบุคคลซึ่ง

เป็นทายาท หรือบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาท หรือโดยผู้จัดการมรดก'

 

บทเฉพาะกาล

--------------------

พระราชกฤษฎีกาให้ใช้บรรพ 3 และเลื่อนเวลาใช้บรรพ 1 และ 2

แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

     มาตรา 1  ให้เพิ่มบทบัญญัติแห่งบรรพ 3 ตั้งแต่มาตรา 453 ถึง

มาตรา 1297 ดังตราไว้ต่อไปนี้ เข้าเป็นอีกส่วนหนึ่งแห่งประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2468

เป็นต้นไป

--------------------

พระราชกฤษฎีกาให้ใช้บรรพ 3 และเลื่อนเวลาใช้บรรพ 1 และ 2

แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

     มาตรา 2  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 1 และ 2 ที่ได้

ประกาศให้ใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2467 นั้น ให้เลื่อนไปใช้ในวันที่ 1

มกราคม พ.ศ. 2468

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

พุทธศักราช 2477 (มาตรา 3)

     มาตรา 3  ให้เพิ่มบทบัญญัติบรรพ 5 ตั้งแต่มาตรา 1435 ถึง

มาตรา 1598 ตามที่ได้ตราไว้ต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งแห่ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้บทบัญญัติแห่งบรรพนี้ตั้งแต่วันที่ 1

ตุลาคม พุทธศักราช 2478 เป็นต้นไป

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

พุทธศักราช 2477 (มาตรา 4)

     มาตรา 4  บทบัญญัติแห่งบรรพนี้ไม่กระทบกระเทือนถึง

     (1) การสมรส ซึ่งได้มีอยู่ก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายบรรพนี้ และทั้ง

สัมพันธ์ในครอบครัว อันเกิดแต่การสมรสนั้น ๆ

     (2) การใช้อำนาจปกครอง ความปกครอง การอนุบาล การรับบุตร

บุญธรรม ซึ่งมีอยู่ก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายบรรพนี้ หรือสิทธิและหนี้อันเกิด

แต่การนั้น ๆ

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

พุทธศักราช 2477 (มาตรา 5)

     มาตรา 5  ฐานะของภริยาก่อนใช้ประมวลกฎหมายบรรพนี้ อาจ

พิสูจน์ได้โดยบันทึกในทะเบียนตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

พุทธศักราช 2477 (มาตรา 6)

*[13]

     `ยกเลิกมาตรา 6'

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 6 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

พุทธศักราช 2477 (มาตรา 3)

     มาตรา 3  ให้เพิ่มบทบัญญัติบรรพ 6 ตั้งแต่มาตรา 1599 ถึง

มาตรา 1755 ตามที่ได้ตราไว้ต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งแห่ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้บทบัญญัติแห่งบรรพนี้ตั้งแต่วันที่ 1

ตุลาคม พุทธศักราช 2478 เป็นต้นไป

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 6 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

พุทธศักราช 2477 (มาตรา 4)

*[14]

     `ยกเลิกมาตรา 4'

--------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2478

(มาตรา 6)

     มาตรา 6  บทบัญญัติมาตรา 52 แห่งกฎหมายลักษณะล้มละลาย

ร.ศ. 130 และบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่นใดซึ่งเกี่ยวถึงสิทธิของผู้รับจำนอง

จะนำมาใช้บังคับได้เพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติมาตรา 733 แห่ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

--------------------

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 พุทธศักราช 2486

(มาตรา 3)

     มาตรา 3  ให้ยกเลิกมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ

บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 แต่ไม่ให้

กระทบกระเทือนถึงการสมรสของบุคคลซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งได้มีอยู่ก่อน

วันใช้พระราชกำหนดนี้ และทั้งสัมพันธ์ในครอบครัวอันเกิดแต่การสมรสนั้น ๆ

--------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 8)

พ.ศ. 2519

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28 วรรคสอง บัญญัติว่า ชายและหญิง

มีสิทธิเท่าเทียมกัน จำต้องแก้ไขบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อ

ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง

และพาณิชย์มาตรา 20 เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติมาตรา 1445

ซึ่งให้ศาลมีอำนาจอนุญาตให้ชายและหญิงที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ทำการสมรส

ได้ โดยบัญญัติให้ชายและหญิงซึ่งได้รับอนุญาตจากศาลทำการสมรสได้ก่อนอายุครบ

สิบแปดปีบริบูรณ์บรรลุนิติภาวะโดยการสมรส นอกจากนี้ได้พิจารณาเห็นว่า มาตรา 37

มาตรา 38 มาตรา 39 มาตรา 40 มาตรา 41 มาตรา 42 มาตรา 43 มาตรา 50

และวรรคสองของมาตรา 137 เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิสตรี  จึงจำเป็นต้องตรา

พระราชบัญญัตินี้ขึ้น

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 (มาตรา 4)

     มาตรา 4  บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงบทบัญญัติมาตรา 4

และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 (มาตรา 5)

     มาตรา 5  บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์

ของการหมั้น การสมรส สัญญาก่อนสมรส การเป็นบิดามารดากับบุตร การเป็น

ผู้ปกครอง การเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ และการรับบุตรบุญธรรม ที่ได้มีอยู่แล้ว

ในวันใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้

ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 (มาตรา 6)

     มาตรา 6  การเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสัญญาก่อนสมรส ซึ่งสัญญาก่อน

สมรสนั้นได้ทำขึ้นไว้ก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง

และพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ให้กระทำได้โดยคู่สมรส

นำหนังสือสัญญาก่อนสมรสพร้อมด้วยข้อตกลงการเปลี่ยนแปลงเพิกถอนไปยื่น

ต่อนายทะเบียนสมรส ณ ท้องที่ที่ตนทำการสมรส และให้นายทะเบียนสมรส

จดการเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสัญญาก่อนสมรสไว้ในทะเบียนสมรส และแนบ

หนังสือสัญญาก่อนสมรส พร้อมด้วยข้อตกลงเปลี่ยนแปลงเพิกถอนไว้ท้ายทะเบียน

สมรสด้วย

     การเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสัญญาก่อนสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาต

จากศาลตามเงื่อนไขและกรณีที่ระบุไว้ในมาตรา 1467 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง

และพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 (มาตรา 7)

     มาตรา 7  บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจการ

จัดการสินบริคณห์ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มีอยู่แล้วในวันใช้บังคับบทบัญญัติ

บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้าย

พระราชบัญญัตินี้ แต่ให้ถือว่าสินเดิมตามบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์เดิม ของฝ่ายใดเป็นสินส่วนตัวตามบทบัญญัติบรรพ 5 แห่ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินั้น

     เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดเป็นผู้จัดการสินบริคณห์

แต่ฝ่ายเดียว ให้ถือว่าคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ยินยอมให้คู่สมรสฝ่ายนั้นจัดการ

สินสมรสและสินส่วนตัวตามวรรคหนึ่งของตนด้วย

     ในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดประสงค์จะใช้อำนาจจัดการสินส่วนตัวตาม

วรรคหนึ่งที่เป็นส่วนของตน ถ้าคู่สมรสนั้นมิได้เป็นผู้จัดการสินบริคณห์ ให้แจ้ง

ให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งทราบ และให้คู่สมรสทั้งสองฝ่ายร่วมกันจัดการแบ่งสิน

ส่วนตัวดังกล่าวที่อยู่ในสภาพที่แบ่งได้ให้แก่ฝ่ายที่ประสงค์จะจัดการ แต่ถ้า

สินส่วนตัวนั้นไม่อยู่ในสภาพที่แบ่งได้ให้ทั้งสองฝ่ายจัดการร่วมกัน

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 (มาตรา 8)

     มาตรา 8  บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงการจัดการ

สินเดิมที่เปลี่ยนเป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 7 ซึ่งได้กระทำไปแล้วก่อนวันที่

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 (มาตรา 9)

     มาตรา 9  บรรดาอายุความหรือระยะเวลาที่บทบัญญัติในประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดไว้ก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5 แห่ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้

ถ้าหากยังไม่สุดสิ้นลงในวันที่ใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ และอายุความหรือ

ระยะเวลาที่กำหนดขึ้นใหม่นั้นแตกต่างกับอายุความหรือระยะเวลาที่กำหนดไว้

แต่เดิม ก็ให้นำอายุความหรือระยะเวลาที่ยาวกว่ามาบังคับ

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 (มาตรา 10)

     มาตรา 10  คำว่า `ค่าอุปการะเลี้ยงดู' ในบรรดาบทกฎหมาย

ซึ่งมีความหมายถึงค่าอุปการะเลี้ยงดูตามนัยของบทบัญญัติมาตรา 1506 และ

มาตรา 1507 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมนั้น ให้ใช้คำว่า

`ค่าเลี้ยงชีพ' แทน

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 (มาตรา 11)

     มาตรา 11  บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดอ้างถึงบรรพ 5 หรือบทบัญญัติ

ในบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิม ให้ถือว่าบทบัญญัติแห่ง

กฎหมายนั้นอ้างถึงบรรพ 5 หรือบทบัญญัติในบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ในบทมาตราที่มีนัย

เช่นเดียวกัน แล้วแต่กรณี

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28 วรรคสอง บัญญัติว่าชายและหญิง

มีสิทธิเท่าเทียมกัน จำต้องแก้ไขบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อ

ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  จึงจำเป็นต้อง

ตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

--------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 9)

พ.ศ. 2521 (มาตรา 11)

     มาตรา 11  การเสนอขายหุ้นและหุ้นกู้ต่อประชาชนที่ได้มีการจดทะเบียน

หนังสือชี้ชวน หนังสือบอกกล่าวป่าวร้อง หรือหนังสืออย่างอื่นในการชี้ชวน

ให้ซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้โดยถูกต้องตามกฎหมายในวันประกาศพระราชบัญญัตินี้ใน

ราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้คงดำเนินการต่อไปได้อีกไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่

วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้นำมาตรา 1230 มาตรา 1231 มาตรา 1322

มาตรา 1233 มาตรา 1234 และมาตรา 1235 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง

และพาณิชย์ มาใช้บังคับจนกว่าจะพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว

--------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 9)

พ.ศ. 2521 (มาตรา 12)

     มาตรา 12  บริษัทใดจัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และมีผู้ถือหุ้นตั้งแต่หนึ่งร้อยคน

อยู่แล้ว หรือมีผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งร้อยคนขึ้นไปภายหลังวันที่พระราช

บัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงเป็นบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ต่อไป

--------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 9)

พ.ศ. 2521

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก

ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2521 ซึ่งกำหนดให้

บริษัทมหาชนจำกัดต้องมีผู้ถือหุ้นตั้งแต่หนึ่งร้อยคน และมีบทบัญญัติควบคุมการเสนอ

ขายหุ้นและหุ้นกู้ เพื่อป้องกันมิให้ประชาชนถูกหลอกลวงแล้ว สมควรกำหนดห้าม

มิให้บริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีผู้ถือหุ้นถึงหนึ่งร้อยคนและ

เสนอขายหุ้นหรือหุ้นกู้ต่อประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 22 หมวด 4 เฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องให้

สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

--------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10)

พ.ศ. 2533 (มาตรา 62)

     มาตรา 62  ในกรณีที่มีการให้ของหมั้นกันไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้

ใช้บังคับ ให้ของหมั้นดังกล่าวตกเป็นสิทธิแก่หญิงเมื่อได้ทำการสมรสแล้ว

--------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10)

พ.ศ. 2533 (มาตรา 63)

     มาตรา 63  นิติกรรมที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้กระทำไปในการจัดการ

สินสมรส โดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันที่พระราช

บัญญัตินี้ใช้บังคับ  การให้สัตยาบันหรือการขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้น ให้

เป็นไปตามมาตรา 1480 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก่อนการแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

--------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10)

พ.ศ. 2533 (มาตรา 64)

     มาตรา 64  ถ้ามีคดีฟ้องขอให้ศาลแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ

เพราะเหตุสมรสฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 1452 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ

พาณิชย์ค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ศาลนั้น

พิจารณาพิพากษาคดีต่อไปได้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

--------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10)

พ.ศ. 2533 (มาตรา 65)

     มาตรา 65  ในกรณีที่มีการสมรสฝ่าฝืนมาตรา 1452 แห่งประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหรือสิทธิในมรดกของคู่สมรส

ที่ตายซึ่งคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งที่สมรสโดยสุจริตมีอยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติ

นี้ใช้บังคับ ให้เป็นไปตามมาตรา 1499 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

--------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10)

พ.ศ. 2533 (มาตรา 66)

     มาตรา 66  ในการจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายถ้า

เจ้าหน้าที่ได้ส่งแจ้งความการขอจดทะเบียนไปยังเด็กหรือมารดาเด็กแล้ว

แต่ยังไม่มีการจดทะเบียนก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ การจดทะเบียน

เด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่ง

และพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

--------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10)

พ.ศ. 2533 (มาตรา 67)

     มาตรา 67  บิดาซึ่งได้จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย

ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ย่อมมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้ถอนความเป็น

ผู้ปกครองได้ตามมาตรา 1552 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าบิดาจะได้เคยร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งถอน

ความเป็นผู้ปกครองมาก่อนแล้วหรือไม่ก็ตาม

--------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10)

พ.ศ. 2533 (มาตรา 68)

     มาตรา 68  ในกรณีที่มีการตั้งผู้ปกครองโดยพินัยกรรม ถ้าผู้ที่ทำ

พินัยกรรมตายก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ การตั้งผู้ปกครองให้เป็นไป

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

--------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10)

พ.ศ. 2533 (มาตรา 69)

     มาตรา 69  บทบัญญัติมาตรา 1598/22 และมาตรา 1598/23

แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ไม่

กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์ของการให้ความยินยอมในการรับเด็กเป็น

บุตรบุญธรรมที่ได้กระทำไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

--------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10)

พ.ศ. 2533 (มาตรา 70)

     มาตรา 70  บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์ของ

การหมั้น การสมรส สัญญาก่อนสมรส การเป็นบิดามารดากับบุตร การเป็น

ผู้ปกครอง และการรับบุตรบุญธรรมที่ได้มีอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้

บังคับ เว้นแต่ในกรณีที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

--------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10)

พ.ศ. 2533 (มาตรา 71)

     มาตรา 71  บรรดาอายุความหรือระยะเวลาที่บทบัญญัติในประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หาก

ยังไม่สิ้นสุดลงในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และอายุความหรือระยะเวลา

ที่กำหนดขึ้นใหม่นั้นแตกต่างกับอายุความหรือระยะเวลาที่กำหนดไว้เดิม ก็ให้

นำอายุความหรือระยะเวลาที่ยาวกว่ามาบังคับ

--------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10)

พ.ศ. 2533

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยความสมบูรณ์

ของการหมั้นและผลของการหมั้น การคุ้มครองคู่สมรสที่วิกลจริต การจัดการ

สินสมรสการแยกสินสมรสและรวมสินสมรส การสมรสที่เป็นโมฆะ เหตุหย่า

ผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรในกรณีมีการหย่า บทสันนิษฐานความเป็นบุตรชอบ

ด้วยกฎหมาย การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร การฟ้องปฏิเสธความเป็นบุตร

การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตร การฟ้องให้รับเด็กเป็นบุตร อำนาจปกครอง

การเป็นผู้อนุบาลและผู้พิทักษ์ การจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ สิทธิหน้าที่ของ

บิดามารดาและบุตร ผู้ปกครอง และบุตรบุญธรรมนั้น ยังไม่สอดคล้องและ

ไม่เอื้ออำนวยต่อสภาพความเป็นอยู่ในสังคมปัจจุบัน สมควรปรับปรุงแก้ไขให้

เหมาะสมยิ่งขึ้น  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 (มาตรา 3)

     มาตรา 3  ให้แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 1

และบรรพ 3 ดังต่อไปนี้

     (1) ให้ยกเลิกบทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ

พาณิชย์ ซึ่งได้ใช้บังคับโดยพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์บรรพ 1 และบรรพ 2 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2468

     (2) ให้ยกเลิกลักษณะ 23 สมาคม ของบรรพ 3 แห่งประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งได้ใช้บังคับโดยพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติแห่ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2471

     (3) ให้ใช้บทบัญญัติท้ายพระราชบัญญัตินี้เป็นบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 (มาตรา 4)

     มาตรา 4  เอกสารที่มีการใช้ตราประทับแทนการลงลายมือชื่อตาม

มาตรา 9 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก่อนการแก้ไข

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งได้กระทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

ให้มีผลสมบูรณ์เสมือนกับลงลายมือชื่อต่อไป

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 (มาตรา 5)

     มาตรา 5  บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์

ของการให้กู้ยืมเงินที่ผู้เสมือนไร้ความสามารถได้กระทำขึ้นก่อนวันที่พระราช

บัญญัตินี้ใช้บังคับ

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 (มาตรา 6)

     มาตรา 6  ผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ที่ศาลได้ตั้งขึ้นก่อนวันที่

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากยังมิได้จัดทำบัญชีทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่หรือจัดทำ

ยังไม่แล้วเสร็จ ให้จัดทำให้แล้วเสร็จภายในสามเดือนนับแต่วันที่พระราช

บัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้นำมาตรา 52 และมาตรา 53 แห่งประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับ

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 (มาตรา 7)

     มาตรา 7  ให้องค์กรหรือหน่วยงานที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นทบวง

การเมืองตามความหมายของมาตรา 72 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ซึ่งถูกยกเลิกโดยมาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัตินี้ คงมีฐานะเป็นนิติบุคคล

ต่อไป

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 (มาตรา 8)

     มาตรา 8  ให้บรรดาสมาคมที่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นสมาคมตามบทบัญญัติแห่ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้

     สมาคมใดที่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก่อนวันที่

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มิได้ใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า `สมาคม' ประกอบกับชื่อของ

สมาคมให้ยื่นคำขอแก้ไขข้อบังคับของสมาคมให้ถูกต้องตามมาตรา 80 แห่ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ภายใน

สองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 (มาตรา 9)

     มาตรา 9  สมาคมตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง สมาคมใดมีวิธีจัดการ

โดยไม่มีคณะกรรมการเป็นผู้ดำเนินกิจการของสมาคมตามมาตรา 79 (6) แห่ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ถ้า

สมาคมนั้นไม่ดำเนินการยื่นคำแก้ไขข้อบังคับของสมาคมและจัด ให้มีคณะกรรมการ

เป็นผู้ดำเนินกิจการของสมาคมภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

ให้นายทะเบียนถอนชื่อสมาคมนั้นออกจากทะเบียน

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 (มาตรา 10)

     มาตรา 10  สมาคมตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง สมาคมใดมีสมาชิก

ไม่ถึงสิบคน หากสมาคมนั้นไม่ได้จัดให้มีจำนวนสมาชิกตามมาตรา 81 แห่ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ภายใน

สองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้นายทะเบียนถอนชื่อสมาคมนั้นออก

จากทะเบียนตามมาตรา 102 (5) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้

ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 (มาตรา 11)

     มาตรา 11  ให้บรรดามูลนิธิที่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นมูลนิธิตามบทบัญญัติแห่ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ และ

ให้ถือว่าตราสารก่อตั้งมูลนิธิดังกล่าวเป็นข้อบังคับของมูลนิธิตามประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้

     มูลนิธิใดที่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก่อนวันที่

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มิได้ใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า `มูลนิธิ' ประกอบชื่อของมูลนิธิ

ให้ยื่นคำขอแก้ไขข้อบังคับของมูลนิธิให้ถูกต้องตามมาตรา 113 แห่งประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ภายในสองปี

นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 (มาตรา 12)

     มาตรา 12  บรรดามูลนิธิที่มีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

และมิได้เป็นนิติบุคคล ถ้าประสงค์จะจัดตั้งเป็นนิติบุคคลและใช้คำว่า `มูลนิธิ'

ประกอบชื่อของตนต่อไป ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนตามมาตรา 114 แห่งประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ภายในหนึ่งร้อย

แปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 (มาตรา 13)

     มาตรา 13  มูลนิธิตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง มูลนิธิใดมีข้อบังคับที่

กำหนดให้มีผู้จัดการของมูลนิธิไม่ถึงสามคนในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้า

มูลนิธินั้นไม่ดำเนินการยื่นคำขอแก้ไขข้อบังคับของมูลนิธิเพื่อให้มีคณะกรรมการ

ซึ่งประกอบด้วยบุคคลไม่น้อยกว่าสามคนเป็นผู้ดำเนินกิจการของมูลนิธิภายใน

หนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้นายทะเบียนดำเนินการ

ตามมาตรา 128 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้าย

พระราชบัญญัตินี้ เพื่อสั่งการให้แก้ไขข้อบังคับของมูลนิธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ต่อไป ถ้าปรากฏว่ามูลนิธิใดไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ก็ให้นายทะเบียน

ร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้เลิกมูลนิธิตามมาตรา 131 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง

และพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 (มาตรา 14)

     มาตรา 14  บรรดาระยะที่บัญญัติไว้ในบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์และที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 23 สมาคม ของบรรพ 3 แห่งประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หาก

ระยะเวลาดังกล่าวยังไม่สิ้นสุดลงในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และระยะ

เวลาที่กำหนดขึ้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจ

ชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ แตกต่างกับระยะเวลาที่กำหนดไว้เดิม ให้นำ

ระยะเวลาที่ยาวกว่ามา ใช้บังคับ

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 (มาตรา 15)

     มาตรา 15  ให้แก้เลขมาตราตามที่มีอยู่ในมาตราต่าง ๆ แห่ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นเลขมาตราตามบรรพ 1 แห่งประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ดังต่อไปนี้

     (1) `มาตรา 9 วรรคสองและวรรคสาม' ในมาตรา 1666 ให้แก้

เป็น `มาตรา 9 วรรคสอง'

     (2) `มาตรา 29' ในมาตรา 1464 และมาตรา 1519 ให้แก้เป็น

`มาตรา 28'

     (3) `มาตรา 34' ในมาตรา 1610 และมาตรา 1611 ให้แก้เป็น

`มาตรา 32'

     (4) `มาตรา 60 มาตรา 61 มาตรา 63' ในมาตรา 1577 ให้แก้

เป็น `มาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 60'

     (5) `มาตรา 65' ในมาตรา 1602 ให้แก้เป็น `มาตรา 62'

     (6) `มาตรา 66' ในมาตรา 1602 ให้แก้เป็น `มาตรา 63'

     (7) `มาตรา 81' ในมาตรา 1676 ให้แก้เป็น `มาตรา 110'

     (8) `มาตรา 85' ในมาตรา 1677 ให้แก้เป็น `มาตรา 114'

     (9) `มาตรา 130 วรรคสอง' ในมาตรา 360 ให้แก้เป็น

`มาตรา 169 วรรคสอง'

    (10) `มาตรา 189' ในมาตรา 248 และมาตรา 1754 ให้แก้เป็น

`มาตรา 193/27'

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 (มาตรา 16)

     มาตรา 16  บทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่นที่อ้างถึงบทบัญญัติในบรรพ 1

หรือลักษณะ 23 ในบรรพ 3 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้ถือว่า

บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นอ้างถึงบทบัญญัติที่มีนัยเช่นเดียวกันในบรรพ 1 แห่ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535 (มาตรา 17)

     มาตรา 17 บรรดากฎกระทรวงที่ออกตามความในมาตรา 97 และ

มาตรา 1297 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติ

แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้

--------------------

พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก

บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งได้ใช้บังคับโดยพระราช

กฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 และบรรพ 2

ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2468 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานและบทบัญญัติหลาย

ประการล้าสมัย ไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน สมควรปรับปรุง

แก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้น  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

--------------------

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 11)

พ.ศ. 2535

หมายเหตุ :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่

มีการแก้ไขพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2521 ให้ยกเลิกการ

กำหนดอัตราส่วนการถือหุ้น และจำนวนผู้ถือหุ้นของบริษัทมหาชนจำกัด และ

เพื่อให้การแปรสภาพบริษัทจำกัดเป็นบริษัทมหาชนจำกัดเป็นไปโดยความ

สมัครใจ ในกรณีที่บริษัทจำกัดประสงค์จะชี้ชวนให้ประชาชนร่วมลงทุน

จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

เชิงอรรถ

--------------------

    *[1] แก้ไขโดย พระราชกฤษฎีกาให้ใช้บรรพ 3 และเลื่อนเวลาใช้

         บรรพ 1 และ 2 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

    *[2] แก้ไขโดย พระราชกฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย

         แพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 และ 2 ที่ได้ตรวจชำระใหม่

    *[3] แก้ไขโดย พระราชกฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย

         แพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ที่ได้ตรวจชำระใหม่

    *[4] แก้ไขโดย พระราชกฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 4

         แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

    *[5] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง

         และพาณิชย์ พุทธศักราช 2476

    *[6] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง

         และพาณิชย์ พุทธศักราช 2477

    *[7] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง

         และพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 (ฉบับที่ 2)

    *[8] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง

         และพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 (ฉบับที่ 3)

    *[9] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวล

         กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477

   *[10] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 6 แห่งประมวล

         กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477

   *[11] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง

         และพาณิชย์ พุทธศักราช 2478

   *[12] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง

         และพาณิชย์ พุทธศักราช 2479

   *[13] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติให้ใช้

         บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

         พุทธศักราช 2477 พุทธศักราช 2486

   *[14] แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติให้ใช้

         บทบัญญัติบรรพ 6 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

         พุทธศักราช 2477 พุทธศักราช 2486

   *[15] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง

         และพาณิชย์ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2495

   *[16] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง

         และพาณิชย์ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2496

   *[17] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง

         และพาณิชย์ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2519

   *[18] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวล

         กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519

   *[19] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง

         และพาณิชย์ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2521

   *[20] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง

         และพาณิชย์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2533

   *[21] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวล

         กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2535

   *[22] แก้ไขโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง

         และพาณิชย์ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535